
บทแผ่เมตตาภาษาบาลีพร้อมคำแปล ให้ตัวเอง ให้ผู้อื่นและสัตว์ทั้งปวง (สัพเพ สัตตา) ต่อด้วยกรุณา มุทิตา อุเบกขา และวิธีแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร
บทแผ่เมตตา คือบทสวดภาษาบาลีสั้น ๆ สำหรับตั้งความปรารถนาดี ให้ตัวเองและผู้อื่นมีความสุข พ้นจากความทุกข์ และไม่มีเวรต่อกัน ท่อนแรกเริ่มที่ตัวเรา อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอข้าพเจ้าจงเป็นสุข) ท่อนต่อมาขยายไปถึงสัตว์ทั้งปวง สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ (ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีเวรต่อกัน) แล้วจบด้วยกรุณา มุทิตา และอุเบกขา ครบพรหมวิหารทั้งสี่ บทแผ่เมตตาทั้งหมดพร้อมคำแปลทีละท่อนอยู่ด้านล่าง หน้านี้อธิบายความหมายของแต่ละคำ วิธีแผ่ให้ตัวเอง ให้ผู้อื่น ให้สัตว์ และให้เจ้ากรรมนายเวร แบบย่อ และควรสวดเมื่อไร
เมตตาคืออะไร
เมตตา แปลว่าความรักที่ปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ใช่ความรักแบบหลงใหลหรือยึดติด และไม่ใช่การยอมตามใจทุกอย่าง ในพระพุทธศาสนา เมตตาเป็นข้อแรกของพรหมวิหาร 4 ธรรมสี่ข้อที่ทำให้ใจกว้างไม่มีขอบเขต นวโกวาท ตำราธรรมชั้นต้นที่ใช้เรียนกันมาจนถึงวันนี้ อธิบายพรหมวิหาร 4 ไว้ดังนี้ (ยกมาตามถ้อยคำของนวโกวาท)
- เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข.
- กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์.
- มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี.
- อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ.
นวโกวาทสรุปว่า ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ในที่นี้คือผู้มีใจประเสริฐดุจพรหม ไม่ได้หมายถึงอายุ บทแผ่เมตตาจึงเรียงตามพรหมวิหารทั้งสี่นี้ ท่อนเมตตาขอให้เป็นสุข ท่อนกรุณาขอให้พ้นทุกข์ ท่อนมุทิตาขอให้ไม่เสื่อมจากสิ่งดีที่ได้มา และท่อนอุเบกขาพิจารณาว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน อ่านเพิ่มเติมได้ที่หน้าพรหมวิหาร 4

ความหมายของบทแผ่เมตตาทีละคำ
ท่อนแผ่เมตตาให้ตัวเองมีหกวลี แต่ละวลีขอสิ่งที่ต่างกัน เมื่อรู้ความหมายแล้วจะสวดได้ด้วยใจ ไม่ใช่เพียงท่องเสียง
- สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นสุข สุขิโต แปลว่าผู้มีความสุข โหมิ แปลว่าขอให้ข้าพเจ้าเป็น
- นิททุกโข โหมิ ขอให้พ้นจากทุกข์ ไม่มีความทุกข์กายทุกข์ใจครอบงำ
- อะเวโร โหมิ ขอให้ไม่มีเวร คำว่าเวรในภาษาไทยมาจากคำบาลี เวระ แปลว่าความเป็นศัตรู ความผูกใจเจ็บที่อยากตอบโต้ อะเวโร คือผู้ไม่มีเวรกับใคร
- อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ไม่มีความพยาบาท คือความขุ่นเคืองที่อยากให้ผู้อื่นเดือดร้อน
- อะนีโฆ โหมิ ขอให้ไม่มีความทุกข์ร้อน ไม่มีเรื่องคับแค้นใจ
- สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้าดูแลรักษาตนให้อยู่เป็นสุข วลีนี้ไม่ได้ขอให้ใครมาดูแลเรา แต่เป็นความตั้งใจว่าจะดูแลตัวเองให้ดี
ท่อนสัพเพ สัตตา ใช้คำเดียวกันในรูปพหูพจน์ อะเวรา โหนตุ แปลว่าขอให้สัตว์ทั้งหลายอย่ามีเวร ส่วน สัพเพ สัตตา แปลว่าสัตว์ทั้งปวง ในภาษาบาลี สัตตะ หมายถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมทั้งคน ไม่ได้หมายถึงสัตว์เดรัจฉานอย่างเดียว
ทำไมจึงแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อน
หลายคนสงสัยว่าการขอให้ตัวเองเป็นสุขเป็นความเห็นแก่ตัวหรือไม่ คัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์แนะให้เริ่มเจริญเมตตาที่ตัวเองก่อน เพื่อใช้ตัวเองเป็นพยาน เมื่อเห็นชัดว่าเราอยากมีความสุขและกลัวความทุกข์เพียงใด ก็จะเข้าใจว่าผู้อื่นก็เป็นอย่างเดียวกัน ความปรารถนาดีต่อผู้อื่นจึงเกิดได้ง่ายขึ้น การแผ่เมตตาให้ตัวเองจึงเป็นจุดเริ่ม ไม่ใช่จุดจบ
การแผ่เมตตาให้ตัวเองยังช่วยคนที่ตำหนิตัวเองรุนแรง เมื่อทำพลาด ลองกล่าว อะหัง สุขิโต โหมิ ช้า ๆ แล้วสังเกตว่าใจอ่อนลงหรือไม่ ถ้ารู้สึกฝืนก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ทำไป ความรู้สึกไม่จำเป็นต้องเกิดทันที สิ่งสำคัญคือความตั้งใจที่ดี
บทแผ่เมตตาให้ผู้อื่นและสัพเพ สัตตา
บทแผ่เมตตาภาษาบาลีไม่ได้มีท่อนแยกสำหรับคนแต่ละคน เพราะท่อนสัพเพ สัตตา ครอบคลุมทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากแผ่ให้คนใดคนหนึ่ง เช่น พ่อแม่ คนป่วย หรือเพื่อนที่กำลังลำบาก ให้นึกถึงหน้าคนนั้นแล้วกล่าวความหมายเป็นภาษาไทย เช่น ขอให้คุณมีความสุข พ้นจากทุกข์ ไม่มีเวรกับใคร และดูแลตัวเองได้อย่างเป็นสุข เมตตาไม่ได้อยู่ที่ภาษา แต่อยู่ที่ใจที่ปรารถนาดีจริง
วิสุทธิมรรคแนะลำดับการแผ่ไว้ด้วย หลังจากตัวเองแล้ว ให้แผ่ไปยังผู้ที่เรารักและเคารพ เช่น ครูอาจารย์ แล้วจึงเพื่อนสนิท คนที่เราไม่ได้รักไม่ได้เกลียด และสุดท้ายคือคนที่เราขัดใจด้วย ค่อย ๆ ขยายจนไม่มีใครถูกกันออกไป รวมทั้งเทวดาและสัตว์ที่มองไม่เห็น ซึ่งกรณียเมตตสูตรกล่าวถึงว่า จะเห็นได้หรือมองไม่เห็น อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ ขั้นตอนทีละขั้นอยู่ในหน้าเมตตาภาวนา
บทแผ่เมตตาให้สัตว์
ถ้าอยากแผ่เมตตาให้สัตว์ เช่น สัตว์เลี้ยง สัตว์ที่ป่วย หรือสัตว์ทุกชนิดรอบบ้าน มีถ้อยคำของพระพุทธเจ้าเองอยู่ในอังคุตตรนิกาย 4.67 พระองค์ทรงสอนภิกษุให้แผ่เมตตาไปยังตระกูลงู และสัตว์ทุกประเภท ไม่ว่าไม่มีเท้า สองเท้า สี่เท้า หรือมีเท้ามาก ด้วยคาถาว่า
อะปาทะเกหิ เม เมตตัง
เมตตัง ทวิปาทะเกหิ เม
จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง
เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม
สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา
สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา
สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ
มา กัญจิ ปาปะมาคะมาเรามีเมตตาต่อสัตว์ไม่มีเท้า เรามีเมตตาต่อสัตว์สองเท้า เรามีเมตตาต่อสัตว์สี่เท้า เรามีเมตตาต่อสัตว์มีเท้ามาก ขอสัตว์ทั้งปวง สิ่งมีชีวิตทั้งปวง และผู้ที่เกิดมาแล้วทั้งหมดไม่มีเว้น จงพบแต่สิ่งดีงาม อย่าให้สิ่งเลวร้ายใด ๆ มาถึงใครเลย
AN 4.67
คาถาชุดนี้สวดกันในชื่อขันธปริตร ส่วนในชีวิตประจำวัน เมตตาต่อสัตว์เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ เช่น ไม่ทำร้ายสัตว์โดยไม่จำเป็น ให้น้ำให้อาหารสัตว์ที่หิว และไม่ทำให้สัตว์ตกใจกลัว
แผ่เมตตาครอบจักรวาล ไปทุกทิศ
การแผ่เมตตาครอบจักรวาลมีที่มาจากพระสูตรหลายแห่ง ที่บรรยายการแผ่เมตตาไปทุกทิศจนทั่วโลก เช่น ตอนท้ายของกาลามสูตร (อังคุตตรนิกาย 3.65) ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงอริยสาวกผู้ปราศจากความโลภและความพยาบาทว่า
เมตตาสะหะคะเตนะ เจตะสา เอกัง ทิสัง ผะริตวา วิหะระติ
ตะถา ทุติยัง ตะถา ตะติยัง ตะถา จะตุตถัง
อิติ อุทธะมะโธ ติริยัง สัพพะธิ สัพพัตตะตายะ สัพพาวันตัง โลกัง
เมตตาสะหะคะเตนะ เจตะสา วิปุเลนะ มะหัคคะเตนะ
อัปปะมาเณนะ อะเวเรนะ อัพยาปัชเฌนะ ผะริตวา วิหะระติเขาแผ่ใจที่ประกอบด้วยเมตตาไปยังทิศหนึ่ง ทิศที่สอง ทิศที่สาม และทิศที่สี่ก็เช่นกัน ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และโดยรอบ ทุกแห่ง ทั่วถึงทุกหมู่เหล่าเหมือนกับตน เขาแผ่ใจที่ประกอบด้วยเมตตาไปทั่วทั้งโลก เป็นใจที่กว้างขวาง ยิ่งใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความพยาบาท
AN 3.65
ข้อความนี้ไม่ใช่คำสวด แต่บอกวิธีฝึก คือเริ่มจากทิศใดทิศหนึ่ง แล้วขยายออกไปทีละทิศจนไม่มีขอบเขต เมื่อสวดบทแผ่เมตตาจบแล้ว อาจนั่งนิ่ง ๆ สักครู่ แล้วนึกขยายความปรารถนาดีออกไปเช่นนี้ จากห้องที่นั่งอยู่ ไปถึงบ้าน ถนน เมือง ประเทศ จนทั่วโลก
บทแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร
หลายคนค้นหาบทแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร คือผู้ที่เราอาจเคยทำร้ายหรือล่วงเกิน ทั้งที่จำได้และจำไม่ได้ และผู้ที่อาจยังผูกใจเจ็บต่อเรา คำบาลีที่ตรงที่สุดอยู่ในบทนี้เอง คือ สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีเวร คำว่าเวรในเจ้ากรรมนายเวร ก็คือคำเดียวกับ เวระ ใน อะเวรา การสวดท่อนนี้ด้วยใจจริงจึงเป็นการขอให้เวรระหว่างเรากับทุกคนสิ้นสุดลง
ถ้าอยากกล่าวเป็นภาษาไทย ไม่มีถ้อยคำบังคับ ใช้คำพูดของตัวเองได้ เช่น ผู้ใดที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกิน ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ข้าพเจ้าขออภัย และขอให้ท่านมีความสุข ไม่มีเวรต่อกันอีก ส่วนผู้ใดที่เคยทำร้ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ผูกใจเจ็บ ขอให้ท่านมีความสุขเช่นกัน ความสำคัญอยู่ที่การให้อภัยและการขออภัยจริง ๆ ไม่ใช่ถ้อยคำ
ควรรู้ด้วยว่าการแผ่เมตตากับการอุทิศส่วนกุศลเป็นคนละอย่างกัน การแผ่เมตตาคือการตั้งใจปรารถนาดี ส่วนการอุทิศส่วนกุศลคือการแบ่งบุญที่ได้ทำแล้ว เช่น หลังใส่บาตรหรือสวดมนต์ ให้ผู้อื่นได้อนุโมทนา หลายคนทำทั้งสองอย่างต่อกัน บทอุทิศส่วนกุศลแบบสั้นและแบบยาวอยู่ในหน้าบทกรวดน้ำ
บทแผ่เมตตาแบบย่อ
บทแผ่เมตตาแบบย่อที่สุดคือบรรทัดเดียว สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ หรือบรรทัดจากกรณียเมตตสูตร สัพพะสัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา (ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีใจเป็นสุข) ใช้ได้ทุกที่ เช่น ระหว่างรอรถ ก่อนเริ่มงาน หรือเมื่อมีเรื่องขัดใจกับใคร ส่วนแบบเต็มที่อยู่ด้านล่างใช้เวลาเพียงราวหนึ่งนาที ถ้าจำได้แล้วควรสวดแบบเต็ม เพราะครบทั้งตัวเราและผู้อื่น และครบพรหมวิหารทั้งสี่
เจโตวิมุตติ: เมตตาที่ฝึกจนใจหลุดพ้น
คำว่า เจโตวิมุตติ ที่มักพบคู่กับบทแผ่เมตตา แปลว่าความหลุดพ้นของใจ เมื่อเมตตาได้รับการฝึกจนมั่นคง ใจจะพ้นจากความพยาบาทและความคับแคบในขณะนั้น พระสูตรเรียกเมตตาที่ฝึกถึงขั้นนี้ว่า เมตตาเจโตวิมุตติ อังคุตตรนิกาย 11.15 ขึ้นต้นว่า
เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา
อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ
ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ
ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ
เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ ได้รับการเสพคุ้น เจริญ ทำให้มาก ทำให้เป็นดังยานพาหนะ ทำให้เป็นที่ตั้ง ทำให้ต่อเนื่อง สั่งสมไว้ และเริ่มต้นไว้ดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ได้สิบเอ็ดประการ
AN 11.15
สังเกตว่าพระสูตรพูดถึงเมตตาที่ฝึกจนเป็นนิสัยของใจ ไม่ได้พูดถึงการท่องคำจำนวนกี่จบ อานิสงส์ที่กล่าวไว้ เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข และใจตั้งมั่นได้เร็ว เป็นผลของใจที่ฝึกมาอย่างนั้น บทสวดเป็นเพียงประตูเข้าสู่การฝึก อานิสงส์ทั้งสิบเอ็ดข้ออธิบายไว้ในหน้าเมตตาภาวนาที่กล่าวถึงข้างต้น
สวดบทแผ่เมตตาเมื่อไร และกี่จบ
สวดได้ทุกเวลา ที่นิยมคือหลังสวดบทสวดมนต์ไหว้พระตอนเช้าหรือก่อนนอน ก่อนหรือหลังนั่งสมาธิ และเมื่อรู้สึกโกรธหรือไม่สบายใจกับใคร ไม่มีข้อกำหนดในพระไตรปิฎกว่าต้องสวดกี่จบ ส่วนใหญ่สวดหนึ่งจบ บางคนสวดสามจบตามธรรมเนียม จะสวดกี่จบก็ได้ ขอให้สวดช้า ๆ และนึกถึงความหมายไปด้วย สวดหนึ่งจบด้วยใจที่ปรารถนาดีจริง มีคุณค่ากว่าสวดหลายจบขณะที่ใจคิดเรื่องอื่น
เมื่อสวดบทแผ่เมตตาจบ ลองสังเกตใจตัวเองสักครู่ ว่ามีความอบอุ่นหรือความเบาขึ้นบ้างหรือไม่ แล้วนำความรู้สึกนั้นไปใช้กับคนแรกที่พบในวันนั้น นั่นคือจุดที่เมตตาออกจากหนังสือสวดมนต์มาอยู่ในชีวิตจริง
บทสวด
แผ่เมตตาให้ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ
นิททุกโข โหมิ
อะเวโร โหมิ
อัพยาปัชโฌ โหมิ
อะนีโฆ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
คำแปล
ขอข้าพเจ้าจงเป็นสุข พ้นจากทุกข์ ไม่มีเวรกับใคร ไม่มีความขุ่นเคืองใจ ไม่มีความทุกข์ร้อน และดูแลตนเองให้อยู่อย่างเป็นสุขเถิด
แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ (เมตตา)
สัพเพ สัตตา
อะเวรา โหนตุ
อัพยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
คำแปล
ขอสัตว์ทั้งปวงจงไม่มีเวรกับใคร ไม่มีความขุ่นเคืองใจ ไม่มีความทุกข์ร้อน และดูแลตนเองให้อยู่อย่างเป็นสุขเถิด
กรุณา
สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
คำแปล
ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด
มุทิตา
สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
คำแปล
ขอสัตว์ทั้งปวงอย่าได้พลัดพรากจากสิ่งดีที่ตนได้มาแล้ว
อุเบกขา
สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา
กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา
ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ
คำแปล
สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของของตน รับมรดกจากกรรม เกิดมาจากกรรม มีกรรมเป็นญาติ มีกรรมเป็นที่พึ่ง ทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม จะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ถ้อยคำนี้มาจากอังคุตตรนิกาย 5.57 ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณาเนือง ๆ ว่าตนมีกรรมเป็นของตน
แปลด้วยเครื่องจากต้นฉบับ: สูตรว่าด้วยเรื่องที่ควรพิจารณาเนือง ๆ (อังคุตตรนิกาย 5.57) · บทแผ่เมตตาดั้งเดิม ไม่ปรากฏผู้แต่ง · กรณียเมตตสูตร (Snp 1.8) · กาลามสูตร (AN 3.65) · อหิราชสูตร (AN 4.67) · เมตตาสูตร อานิสงส์ของเมตตา (AN 11.15) · นวโกวาท (ธรรมวิภาค / คิหิปฏิบัติ) · คัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์ (หมวดเมตตาภาวนา)
อ่านต่อ

กรณียเมตตสูตร บทสวดพร้อมคำแปล ความหมาย และวิธีสวด
กรณียเมตตสูตร บทสวดภาษาบาลีพร้อมคำแปลทีละบท ความประพฤติของผู้มุ่งสู่ความสงบ และการแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งปวง

พรหมวิหาร 4 คืออะไร มีอะไรบ้าง: เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
พรหมวิหาร 4 คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความหมายตามนวโกวาท ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน แนวทางปฏิบัติ และประโยชน์ตามพระสูตร

กรรมในพระพุทธศาสนา: กรรมคืออะไร และทำงานอย่างไร
กรรมในพระพุทธศาสนาคือการกระทำที่มีเจตนาและผลของการกระทำนั้น สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องกรรม ทำไมกรรมไม่ใช่โชคชะตา และกรรมมีผลต่อการเกิดใหม่อย่างไร