
กรรมฐาน 40 กอง มีอะไรบ้าง: ครบ 7 หมวดพร้อมความหมาย
กรรมฐาน 40 กอง อารมณ์สำหรับฝึกสมาธิที่คัมภีร์วิสุทธิมรรครวบรวมไว้เป็น 7 หมวด พร้อมความหมายทีละข้อ
กรรมฐาน 40 คืออารมณ์สำหรับฝึกสมาธิสี่สิบอย่าง ที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆสาจารย์รวบรวมไว้ในภาคสมาธิ คำว่ากรรมฐาน แปลว่าที่ตั้งของการงานทางใจ ส่วนคำว่า กอง ในสำนวนกรรมฐาน 40 กอง เป็นคำนับ หมายถึงหัวข้อหนึ่ง ๆ ทั้งสี่สิบข้อเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน คือการฝึกให้ใจสงบตั้งมั่น และแบ่งได้เป็นเจ็ดหมวด หน้านี้อธิบายทุกข้อ บอกว่าข้อไหนเหมาะกับจริตแบบใด ไปถึงสมาธิระดับใด ข้อไหนใช้ได้กับทุกคน และกรรมฐานเหล่านี้นำไปสู่วิปัสสนาอย่างไร
กรรมฐาน 40 กองมีอะไรบ้าง
กรรมฐาน 40 แบ่งเป็นเจ็ดหมวด รวมได้ 10 + 10 + 10 + 4 + 4 + 1 + 1 เท่ากับสี่สิบข้อ ดังนี้
- กสิณ 10 อุปกรณ์สำหรับเพ่ง เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม และสี
- อสุภะ 10 ซากศพในสภาพต่าง ๆ
- อนุสสติ 10 สิ่งที่ควรระลึกถึงเนือง ๆ
- พรหมวิหาร 4 หรืออัปปมัญญา 4 ภาวะของใจที่แผ่ไปไม่มีประมาณ
- อรูป 4 สมาบัติที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์
- อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 การกำหนดความเป็นปฏิกูลในอาหาร
- จตุธาตุววัตถาน 1 การกำหนดธาตุสี่ในกาย
กสิณ 10
กสิณ แปลว่าทั้งหมดหรือทั่วถึง หมายถึงอุปกรณ์ที่ผู้ปฏิบัติเพ่งจนภาพนั้นติดใจแม้หลับตา เรียกว่าอุคคหนิมิต แล้วพัฒนาเป็นภาพที่ใสบริสุทธิ์และขยายได้ เรียกว่าปฏิภาคนิมิต คัมภีร์วิสุทธิมรรคบรรยายวิธีทำและเพ่งวงกสิณดินไว้อย่างละเอียด แล้วใช้เป็นแบบให้กสิณข้ออื่น กสิณทั้งสิบได้แก่
- ปฐวีกสิณ เพ่งดิน เช่น วงดินที่ปั้นให้เรียบ
- อาโปกสิณ เพ่งน้ำ เช่น น้ำใสในภาชนะ
- เตโชกสิณ เพ่งไฟ เช่น เปลวไฟที่มองผ่านช่อง
- วาโยกสิณ เพ่งลม สังเกตลมที่พัดใบไม้หรือกระทบกาย
- นีลกสิณ เพ่งสีเขียวคราม
- ปีตกสิณ เพ่งสีเหลือง
- โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง
- โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว
- อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง เช่น แสงที่ลอดช่องตกบนพื้น
- ปริจฉินนากาสกสิณ หรืออากาสกสิณ เพ่งที่ว่างที่มีขอบเขต เช่น ช่องหน้าต่าง

รายการในพระสูตร เช่น กสิณสูตร (AN 10.25) ต่างไปเล็กน้อย คือมีอากาสกสิณและวิญญาณกสิณเป็นสองข้อสุดท้าย ส่วนคัมภีร์วิสุทธิมรรคใช้อาโลกกสิณและปริจฉินนากาสกสิณแทน รายการในหน้านี้เป็นแบบของวิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นที่มาของกรรมฐาน 40
อสุภะ 10 หรืออสุภกรรมฐาน
อสุภกรรมฐาน คือการพิจารณาซากศพในสภาพต่าง ๆ เพื่อลดราคะ ความกำหนัดและความติดใจในร่างกาย ไม่ได้มุ่งให้เกลียดร่างกายหรือให้ใจหดหู่ แต่ให้เห็นร่างกายตามที่เป็นจริง ในสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เทียบซากศพในป่าช้ากับร่างกายของตนเอง
เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สิวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
เอกาหะมะตัง วา ทวีหะมะตัง วา ตีหะมะตัง วา
อุทธุมาตะกัง วินีละกัง วิปุพพะกะชาตัง
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
อะยัมปิ โข กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะตีโตติเปรียบเหมือนภิกษุเห็นศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า ตายได้หนึ่งวัน สองวัน หรือสามวัน ขึ้นพอง มีสีเขียวคล้ำ และมีน้ำเหลืองไหล เธอน้อมนำมาเทียบกับกายนี้ของตนว่า กายของเราก็มีธรรมชาติเช่นเดียวกัน จะต้องเป็นอย่างนั้น และหนีความเป็นอย่างนั้นไม่พ้น
MN 10
- อุทธุมาตกะ ศพที่ขึ้นพอง
- วินีลกะ ศพที่มีสีเขียวคล้ำปนสีต่าง ๆ
- วิปุพพกะ ศพที่มีน้ำหนองไหลออก
- วิจฉิททกะ ศพที่ขาดออกเป็นท่อน
- วิกขายิตกะ ศพที่ถูกสัตว์กัดกิน
- วิกขิตตกะ ศพที่ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย
- หตวิกขิตตกะ ศพที่ถูกสับฟันแล้วกระจัดกระจาย
- โลหิตกะ ศพที่มีเลือดไหลอาบ
- ปุฬุวกะ ศพที่มีหนอนคลาคล่ำ
- อัฏฐิกะ โครงกระดูก
คัมภีร์วิสุทธิมรรคให้เรียนอสุภกรรมฐานจากครูและฝึกด้วยความระมัดระวัง ในพระสูตรมีเรื่องที่ภิกษุบางรูปฝึกพิจารณาความไม่งามจนรังเกียจร่างกายของตนอย่างหนัก พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนอานาปานสติว่าเป็นสมาธิที่สงบและประณีต (SN 54.9) ถ้าการพิจารณาทำให้ใจหดหู่หรือรังเกียจตัวเอง ให้เปลี่ยนไปฝึกเมตตาหรือลมหายใจแทน ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือเคยเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงควรปรึกษาแพทย์และครูผู้มีประสบการณ์ก่อน
อนุสสติ 10
- พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
- ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม
- สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์
- สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตนที่รักษาไว้ไม่ขาดไม่ด่างพร้อย
- จาคานุสสติ ระลึกถึงการให้และการสละของตน
- เทวตานุสสติ ระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ที่ทำให้ผู้คนไปเกิดเป็นเทวดา โดยเห็นว่าตนก็มีคุณธรรมเหล่านั้น
- มรณานุสสติ หรือมรณสติ ระลึกว่าความตายต้องมาถึงแน่นอน
- กายคตาสติ พิจารณากายเป็นส่วน ๆ สามสิบสองส่วน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
- อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ดูวิธีฝึกที่หน้าอานาปานสติ 16 ขั้น
- อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณของนิพพาน ความสงบระงับจากกิเลสทั้งปวง
หกข้อแรกปรากฏพร้อมกันในมหานามสูตร (AN 6.10) พระพุทธเจ้าตรัสกับมหานามะว่า เมื่ออริยสาวกระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศีล การให้ หรือคุณธรรมของเทวดา ใจจะตรง ไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะครอบงำ และค่อย ๆ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ยัสมิง มะหานามะ สะมะเย อะริยะสาวะโก ตะถาคะตัง อะนุสสะระติ
เนวัสสะ ตัสมิง สะมะเย ราคะปะริยุฏฐิตัง จิตตัง โหติ
นะ โทสะปะริยุฏฐิตัง จิตตัง โหติ นะ โมหะปะริยุฏฐิตัง จิตตัง โหติ
ปะมุทิตัสสะ ปีติ ชายะติ ปีติมะนัสสะ กาโย ปัสสัมภะติ
ปัสสัทธะกาโย สุขัง เวทิยะติ สุขิโน จิตตัง สะมาธิยะติมหานามะ ขณะใดที่อริยสาวกระลึกถึงพระตถาคต ขณะนั้นใจของเธอไม่ถูกราคะครอบงำ ไม่ถูกโทสะครอบงำ และไม่ถูกโมหะครอบงำ ... เมื่อใจเบิกบาน ปีติก็เกิด เมื่อใจอิ่มเอิบ กายก็สงบ เมื่อกายสงบ ก็รู้สึกเป็นสุข เมื่อเป็นสุข ใจก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ
AN 6.10
พรหมวิหาร 4 อรูป 4 และอีกสองข้อ
- เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา: แผ่ความปรารถนาดี ความสงสาร ความยินดีด้วย และความวางใจเป็นกลาง ไปยังสัตว์ทั้งปวงโดยไม่มีประมาณ ดูรายละเอียดที่หน้าพรหมวิหาร 4
- อากาสานัญจายตนะ: อากาศหรือที่ว่างไม่มีที่สุด
- วิญญาณัญจายตนะ: วิญญาณไม่มีที่สุด
- อากิญจัญญายตนะ: ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย
- เนวสัญญานาสัญญายตนะ: ภาวะที่จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่
- อาหาเรปฏิกูลสัญญา: พิจารณาอาหารตั้งแต่การแสวงหา การกิน จนถึงการย่อย ให้เห็นความเป็นปฏิกูล เพื่อคลายความติดในรส
- จตุธาตุววัตถาน: กำหนดกายนี้ว่าเป็นเพียงธาตุสี่ ธาตุดินคือความแข็งอ่อน ธาตุน้ำคือความเกาะกุมไหลซึม ธาตุไฟคือความร้อนเย็น ธาตุลมคือความเคลื่อนไหวและความเคร่งตึง ดังที่สติปัฏฐานสูตรสอนให้เห็นว่าในกายนี้มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม
เลือกกรรมฐาน 40 ให้เหมาะกับจริต
คัมภีร์วิสุทธิมรรคแบ่งคนออกเป็นหกจริต คือนิสัยที่เด่นในใจ แล้วจับคู่กรรมฐาน 40 กับจริตที่แต่ละข้อช่วยแก้หรือช่วยเกื้อหนุน
- ราคจริต ผู้ที่ติดใจในความสวยงามง่าย: อสุภะ 10 และกายคตาสติ รวม 11 ข้อ
- โทสจริต ผู้ที่หงุดหงิดโกรธง่าย: พรหมวิหาร 4 และกสิณสี 4 คือ เขียว เหลือง แดง ขาว รวม 8 ข้อ
- โมหจริต ผู้ที่มักซึมงง และวิตักกจริต ผู้ที่คิดมากฟุ้งง่าย: อานาปานสติ
- สัทธาจริต ผู้ที่ศรัทธาง่าย: อนุสสติ 6 ข้อแรก ตั้งแต่พุทธานุสสติถึงเทวตานุสสติ
- พุทธิจริต ผู้ที่ชอบพิจารณาด้วยเหตุผล: มรณสติ อุปสมานุสสติ จตุธาตุววัตถาน และอาหาเรปฏิกูลสัญญา
- เหมาะกับทุกจริต: กสิณที่เหลือ 6 ข้อ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม แสงสว่าง และที่ว่าง กับอรูป 4
การจับคู่กรรมฐาน 40 กับจริตเป็นแนวทาง ไม่ใช่กฎตายตัว คนส่วนใหญ่มีหลายจริตปนกัน คัมภีร์จึงให้ครูเป็นผู้สังเกตแล้วมอบกรรมฐานให้ ซึ่งเป็นที่มาของธรรมเนียมคำสมาทานกรรมฐาน ก่อนเริ่มฝึก ถ้าฝึกเองที่บ้าน อานาปานสติและเมตตาเป็นจุดเริ่มที่เหมาะกับคนเกือบทุกคน
แต่ละกองไปถึงสมาธิระดับใด
สมาธิมีสองระดับหลัก คืออุปจารสมาธิ สมาธิที่ใกล้จะแนบแน่น และอัปปนาสมาธิ สมาธิที่แนบแน่นถึงฌาน คือภาวะที่ใจแนบแน่นอยู่กับอารมณ์เดียว คัมภีร์วิสุทธิมรรคแจกแจงกรรมฐาน 40 ตามระดับที่ไปถึงไว้ดังนี้ โดยนับฌานแบบสี่ขั้น
- ถึงอุปจารสมาธิเท่านั้น 10 ข้อ: อนุสสติ 8 ข้อ เว้นกายคตาสติกับอานาปานสติ รวมทั้งอาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน
- ถึงปฐมฌาน 11 ข้อ: อสุภะ 10 และกายคตาสติ
- ถึงตติยฌาน 3 ข้อ: เมตตา กรุณา มุทิตา
- ได้ฌานครบทั้งสี่ 11 ข้อ: กสิณ 10 และอานาปานสติ
- ได้เฉพาะจตุตถฌาน 1 ข้อ: อุเบกขาพรหมวิหาร ซึ่งต่อยอดจากพรหมวิหารสามข้อแรก
- อรูปฌาน 4 ข้อ: อรูปทั้งสี่ ซึ่งต่อยอดจากจตุตถฌานที่ได้จากกสิณ
กรรมฐานที่ใช้ได้กับทุกคน
ในบรรดากรรมฐาน 40 คัมภีร์วิสุทธิมรรคเรียกเมตตาและมรณสติว่า สัพพัตถกกรรมฐาน คือกรรมฐานที่มีประโยชน์ในทุกที่ และบอกว่าบางอาจารย์เพิ่มอสุภสัญญาเข้าไปด้วย เมตตาทำให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น มรณสติกันความประมาทและความเกียจคร้าน ส่วนอสุภะช่วยลดความติดใจในร่างกาย เมื่อรวมพุทธานุสสติซึ่งให้ความอุ่นใจและศรัทธาเข้าไปด้วย ก็ได้ชุดที่เรียกว่าอารักขกรรมฐาน 4 หรือจตุรารักข์
ทั้งสี่ข้อนี้ใช้เป็นการฝึกสั้น ๆ ก่อนกรรมฐานหลักได้ เช่น ระลึกถึงพระพุทธคุณสักครู่ แผ่เมตตา ไปยังตนเองและผู้อื่น ระลึกว่าความตายมาถึงได้ทุกเมื่อจึงไม่ควรประมาท แล้วจึงเริ่มกรรมฐานหลักของตน ทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
จากกรรมฐาน 40 สู่วิปัสสนา
กรรมฐาน 40 ทั้งหมดเป็นสมถะ ให้ผลคือใจที่สงบตั้งมั่น ซึ่งเป็นจิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต แต่ความสงบอย่างเดียวยังไม่ใช่ปัญญา ผู้ที่ได้สมาธิจากกรรมฐาน 40 ข้อใดข้อหนึ่งต้องน้อมใจไปดูรูปนาม คือกายกับใจที่กำลังเกิดขึ้นจริง เช่น ออกจากฌานแล้วพิจารณาองค์ฌานว่าเป็นนาม และกายที่นั่งอยู่ว่าเป็นรูป แล้วเห็นทั้งสองอย่างว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ความต่างและความเกื้อกูลกันของสองทางนี้อธิบายไว้ในหน้าสมถะ วิปัสสนา
กรรมฐานบางข้อเปิดทางไปสู่วิปัสสนาได้ตรงกว่าข้ออื่น เพราะอารมณ์เป็นของจริง ไม่ใช่ภาพที่สร้างขึ้น เช่น อานาปานสติและกายคตาสติ ซึ่งดูลมและกายที่มีอยู่จริง และจตุธาตุววัตถาน ซึ่งคัมภีร์วิสุทธิมรรคใช้เป็นจุดเริ่มสำหรับผู้ที่มุ่งวิปัสสนาโดยตรง ส่วนวงกสิณหรือภาพนิมิตเป็นบัญญัติ คือสิ่งที่ใจสมมติขึ้น จึงใช้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาไม่ได้ อารมณ์ของวิปัสสนาต้องเป็นรูปนามที่มีอยู่จริง ดังที่อธิบายไว้ในหน้าวิปัสสนาภูมิ สรุปได้ว่ากรรมฐาน 40 คือเครื่องมือทำใจให้พร้อม และวิปัสสนาคือการใช้ใจที่พร้อมนั้นดูความจริง
เรียบเรียงจาก: คัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์ · สติปัฏฐานสูตร (MN 10) · มหานามสูตร (AN 6.10) · กสิณสูตร (AN 10.25) · เวสาลีสูตร (SN 54.9)
อ่านต่อ

กรรมฐาน คืออะไร มีกี่ประเภท และควรเลือกอย่างไร
กรรมฐานคือที่ตั้งของการฝึกใจ มีสองประเภท คือสมถะและวิปัสสนา ความหมาย อารมณ์ 40 อย่างโดยย่อ และวิธีเลือก

สมถะ วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร และฝึกคู่กันอย่างไร
สมถะคือการฝึกใจให้สงบ วิปัสสนาคือการฝึกปัญญาให้เห็นจริง เทียบกันข้อต่อข้อตามพระสูตร และวิธีใช้คู่กัน

พรหมวิหาร 4 คืออะไร มีอะไรบ้าง: เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
พรหมวิหาร 4 คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความหมายตามนวโกวาท ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน แนวทางปฏิบัติ และประโยชน์ตามพระสูตร