Vipassana Info EN

หน้าแรก · หลักธรรม

วิปัสสนาภูมิ 6: อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนาภูมิ 6 คือหกหมวดธรรมที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน ตั้งแต่ขันธ์ 5 จนถึงปฏิจจสมุปบาท

วิปัสสนาภูมิ คือหมวดธรรมที่เป็นพื้นที่ทำงานของปัญญาในการเจริญวิปัสสนา คำว่า ภูมิ แปลว่าพื้นหรือแผ่นดิน วิปัสสนาภูมิจึงหมายถึงแผ่นดินที่ปัญญาเติบโตขึ้นมา คำสอนเถรวาทนับไว้หกหมวด เรียกรวมว่า วิปัสสนาภูมิ 6 ได้แก่ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท 12 ทั้งหกหมวดไม่ได้พูดถึงของหกอย่างที่แยกจากกัน แต่พูดถึงสิ่งเดียวกัน คือกายกับใจของเราเอง โดยแบ่งดูจากคนละมุม

ถ้าต้องการคำตอบสั้นที่สุด อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานคือ รูปนาม หรือขันธ์ 5 ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้ ไม่ใช่ภาพหรือแนวคิดที่ใจสร้างขึ้น เช่น ดวงกสิณ คำว่า อารมณ์ ในภาษาธรรมไม่ได้แปลว่าอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสียอย่างภาษาพูด แต่หมายถึงสิ่งที่จิตกำลังรู้ หัวข้อด้านล่างให้รายการของแต่ละหมวดครบทุกข้อตามคัมภีร์วิภังค์ แล้วจึงอธิบายว่าการใช้หมวดเหล่านี้เป็นอารมณ์ในการปฏิบัติหมายความว่าอย่างไร

วิปัสสนาภูมิ คืออะไร มาจากไหน

รายการทั้งหกหมวดมีครบอยู่ในคัมภีร์วิภังค์ คัมภีร์ที่สองของพระอภิธรรมปิฎก บทต่าง ๆ ของคัมภีร์นี้มักเปิดด้วยรายการสั้น ๆ เช่น ปัญจักขันธา แปลว่าขันธ์ห้า แล้วจึงอธิบายทีละข้อ ต่อมาพระพุทธโฆสาจารย์ได้นำหมวดเดียวกันนี้มาอธิบายไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ตอนต้นของภาคที่ว่าด้วยปัญญา คือบทที่ 14 ถึง 17 และเปรียบว่า ธรรมเหล่านี้เป็นภูมิ คือแผ่นดินของปัญญา ความบริสุทธิ์ของศีลและของจิตเป็นราก ส่วนความบริสุทธิ์อีกห้าขั้นที่เหลือในวิสุทธิ 7เป็นลำต้น ผู้ปฏิบัติจึงควรรู้จักแผ่นดินนี้ก่อน ด้วยการเรียนและการไต่ถามจนเข้าใจ แล้วจึงลงมือดูของจริงในกายใจของตนเอง การสอนภาษาไทยเรียกหกหมวดนี้รวมกันว่า วิปัสสนาภูมิ

หมวดที่ 1 ขันธ์ 5

ขันธ์ 5 เป็นหมวดแรกของวิปัสสนาภูมิ และเป็นหมวดที่ผู้ปฏิบัติใช้บ่อยที่สุด ขันธ์ แปลว่ากองหรือหมวด เป็นการแบ่งชีวิตออกเป็นห้ากอง กองแรกเป็นรูป อีกสี่กองเป็นนาม รายละเอียดของแต่ละกองอยู่ในหน้าขันธ์ 5

  1. รูปขันธ์ (rūpakkhandha) กองรูป ได้แก่ร่างกายและวัตถุ คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และรูปที่อาศัยธาตุเหล่านี้
  2. เวทนาขันธ์ (vedanākkhandha) กองความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ
  3. สัญญาขันธ์ (saññākkhandha) กองความจำได้หมายรู้ เช่น จำได้ว่านี่สีแดง นั่นเสียงคนที่รู้จัก
  4. สังขารขันธ์ (saṅkhārakkhandha) กองความปรุงแต่งของใจ เช่น เจตนา ความโกรธ ความเมตตา ความเพียร
  5. วิญญาณขันธ์ (viññāṇakkhandha) กองการรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

คัมภีร์วิภังค์อธิบายว่า รูปขันธ์คือรูปทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ เมื่อรวมเข้าเป็นกองเดียวกัน เรียกว่ารูปขันธ์ อีกสี่ขันธ์ก็อธิบายแบบเดียวกัน วิธีมองนี้สำคัญต่อการปฏิบัติ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ได้ดูกายใจในฐานะของเรา แต่ดูเป็นกองของสภาวะที่เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุ

หมวดที่ 2 อายตนะ 12

อายตนะ แปลว่าที่ต่อหรือบ่อเกิด คือจุดที่ประสบการณ์เกิดขึ้น มีอายตนะภายในหก คือประตูรับรู้ และอายตนะภายนอกหก คือสิ่งที่ถูกรู้ คัมภีร์วิภังค์เรียงไว้เป็นคู่ดังนี้

  • จักขายตนะ (ตา) คู่กับรูปายตนะ (สิ่งที่ตาเห็น)
  • โสตายตนะ (หู) คู่กับสัททายตนะ (เสียง)
  • ฆานายตนะ (จมูก) คู่กับคันธายตนะ (กลิ่น)
  • ชิวหายตนะ (ลิ้น) คู่กับรสายตนะ (รส)
  • กายายตนะ (กาย) คู่กับโผฏฐัพพายตนะ (สิ่งที่กระทบกาย เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง)
  • มนายตนะ (ใจ) คู่กับธัมมายตนะ (สิ่งที่ใจรู้ เช่น ความรู้สึก ความจำ และความคิดปรุงแต่ง)

ถัดจากรายการนี้ คัมภีร์วิภังค์พิจารณาอายตนะทุกข้อด้วยถ้อยคำชุดเดียวกัน ดังที่ยกมาด้านล่าง ข้อความนี้บอกชัดว่า การรู้จักอายตนะในทางวิปัสสนาไม่ใช่การท่องชื่อ แต่คือการเห็นว่าตาและสิ่งที่ตาเห็นล้วนไม่เที่ยง

จักขุง อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา วิปะริณามะธัมมัง
รูปา อะนิจจา ทุกขา อะนัตตา วิปะริณามะธัมมา

ตาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน มีความแปรผันเป็นธรรมดา สิ่งที่ตาเห็นทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน มีความแปรผันเป็นธรรมดา

Vb 2

หมวดที่ 3 ธาตุ 18

ธาตุ แปลว่าสิ่งที่ทรงสภาพของตนไว้ ไม่มีผู้สร้างและไม่มีเจ้าของ ธาตุ 18 คือการแบ่งอายตนะให้ละเอียดขึ้น โดยแยกวิญญาณ คือตัวการรู้ ออกมาเป็นหมวดของตัวเอง จึงได้หกชุด ชุดละสาม คือ ประตู สิ่งที่ถูกรู้ และการรู้ทางประตูนั้น

  1. จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ (ตา สิ่งที่เห็น การเห็น)
  2. โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ (หู เสียง การได้ยิน)
  3. ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ (จมูก กลิ่น การได้กลิ่น)
  4. ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ (ลิ้น รส การรู้รส)
  5. กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ (กาย สิ่งที่กระทบกาย การรู้สัมผัส)
  6. มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ (ใจ สิ่งที่ใจรู้ การรู้ทางใจ)

ประโยชน์ของการแบ่งแบบนี้คือ ทำให้เห็นว่าการเห็นครั้งหนึ่งเกิดจากของสามอย่างมาประจวบกัน คือ ตา สิ่งที่ถูกเห็น และวิญญาณที่รู้ ไม่มีผู้เห็นซ่อนอยู่เบื้องหลัง เมื่อเห็นเช่นนี้บ่อย ๆ ความรู้สึกว่ามีตัวเราคอยรับรู้อยู่ตลอดเวลาจะค่อย ๆ คลายลง ในบทธาตุของคัมภีร์วิภังค์ยังมีธาตุอีกชุดหนึ่ง คือธาตุ 6 ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ แต่ในวิปัสสนาภูมิใช้ชุดสิบแปด

หมวดที่ 4 อินทรีย์ 22

อินทรีย์ แปลว่าสิ่งที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน เช่น ตาเป็นใหญ่ในการเห็น ศรัทธาเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ คัมภีร์วิภังค์เรียงไว้ยี่สิบสองข้อ แบ่งเป็นกลุ่มเพื่อให้จำง่ายได้ดังนี้

  • อินทรีย์ทางอายตนะหก: จักขุนทรีย์ (ตา) โสตินทรีย์ (หู) ฆานินทรีย์ (จมูก) ชิวหินทรีย์ (ลิ้น) กายินทรีย์ (กาย) และมนินทรีย์ (ใจ)
  • อินทรีย์ทางเพศและชีวิตสาม: อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย) และชีวิตินทรีย์ (ชีวิตที่หล่อเลี้ยงรูปและนาม)
  • อินทรีย์ทางเวทนาห้า: สุขินทรีย์ (สุขกาย) ทุกขินทรีย์ (ทุกข์กาย) โสมนัสสินทรีย์ (สุขใจ) โทมนัสสินทรีย์ (ทุกข์ใจ) และอุเปกขินทรีย์ (ความรู้สึกเฉย ๆ)
  • อินทรีย์ห้าของการปฏิบัติ: สัทธินทรีย์ (ศรัทธา) วิริยินทรีย์ (ความเพียร) สตินทรีย์ (สติ) สมาธินทรีย์ (สมาธิ) และปัญญินทรีย์ (ปัญญา)
  • อินทรีย์ระดับโลกุตตระสาม: อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (ปัญญาที่จะรู้สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ เกิดที่โสดาปัตติมรรค) อัญญินทรีย์ (ปัญญาที่รู้ทั่วถึง ในมรรคผลขั้นกลาง) และอัญญาตาวินทรีย์ (ปัญญาของผู้ที่รู้ทั่วถึงแล้ว คือพระอรหันต์)

ในการปฏิบัติ อินทรีย์ห้าของการปฏิบัติเป็นกลุ่มที่ผู้ปฏิบัติพบบ่อยที่สุด เพราะต้องคอยปรับให้สมดุล ศรัทธากับปัญญาต้องพอดีกัน ความเพียรกับสมาธิต้องพอดีกัน และสติคอยดูแลทุกข้อ ส่วนอินทรีย์ระดับโลกุตตระสามข้อสุดท้าย แม้จะอยู่ในรายการของวิปัสสนาภูมิ ก็ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพ่งดู แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองในขณะที่มรรคและผลเกิด

หมวดที่ 5 อริยสัจ 4

  1. ทุกขอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์
  2. ทุกขสมุทยอริยสัจ ความจริงเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา
  3. ทุกขนิโรธอริยสัจ ความจริงเรื่องความดับทุกข์
  4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ความจริงเรื่องทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์ ได้แก่มรรคมีองค์แปด

คัมภีร์วิภังค์อธิบายทุกข์ว่า การเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก การพบสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ล้วนเป็นทุกข์ แล้วสรุปไว้ในประโยคเดียว ดังที่ยกมาด้านล่าง ประโยคนี้เชื่อมหมวดที่ห้าของวิปัสสนาภูมิกลับไปหาหมวดแรก สิ่งที่ผู้ปฏิบัติดูอยู่ทุกขณะ คือขันธ์ห้า ก็คือตัวทุกขสัจนั่นเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่อริยสัจ 4

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา

โดยย่อ ขันธ์ห้าที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นเป็นทุกข์

Vb 4

หมวดที่ 6 ปฏิจจสมุปบาท 12

ปฏิจจสมุปบาท คือการที่สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะอาศัยกัน เป็นสายของเหตุปัจจัยสิบสองข้อ คัมภีร์วิภังค์เปิดบทนี้ด้วยสายเดียวกับที่พบในพระสูตร เช่น สังยุตตนิกาย 12.1

  1. อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจ
  2. สังขาร เจตนาที่ปรุงแต่งกรรม
  3. วิญญาณ การรู้อารมณ์
  4. นามรูป ใจและกาย
  5. สฬายตนะ อายตนะหก
  6. ผัสสะ การกระทบ
  7. เวทนา ความรู้สึก
  8. ตัณหา ความอยาก
  9. อุปาทาน ความยึดมั่น
  10. ภพ ความเป็นอยู่ต่อไป
  11. ชาติ การเกิด
  12. ชรามรณะ ความแก่และความตาย พร้อมความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ

เพราะสิ่งหนึ่งมี อีกสิ่งหนึ่งจึงมี และเมื่ออวิชชาจางคลายดับไปไม่เหลือ ทั้งสายก็ดับตามไปด้วย ในการปฏิบัติ ช่วงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา เช่น ได้ยินเสียงที่ไม่ชอบ เกิดความรู้สึกไม่สบาย แล้วตามมาด้วยความอยากให้เสียงนั้นหายไป ผู้ที่เห็นช่วงนี้ทันจะไม่ถูกพาไปไกล อ่านคำอธิบายเต็มได้ที่ปฏิจจสมุปบาท

อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานคืออะไร

วิปัสสนาภูมิทั้งหกหมวดอาจดูมากจนน่าท้อ แต่เวลานั่งหรือเดินจริง ผู้ปฏิบัติไม่ได้ไล่ดูทีละรายการ อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานคือ รูปและนามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในขณะนี้ รูป เช่น ความแข็ง ความร้อน การเคลื่อนไหวของท้องขณะหายใจ นาม เช่น ความรู้สึกเจ็บ ความคิด ความโกรธ หรือใจที่รู้สิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นของจริง หรือปรมัตถ์ มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง และเกิดดับให้เห็นได้

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องการเห็นในรูปนามเหล่านี้คือไตรลักษณ์ ได้แก่ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และความไม่ใช่ตัวตน ไตรลักษณ์เป็นสิ่งที่ปัญญาเห็นในรูปนาม ไม่ใช่อารมณ์อีกชิ้นหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาดูแยกต่างหาก วิธีกำหนดรู้รูปนามทีละขณะอธิบายไว้ในหน้าวิปัสสนากรรมฐาน

ข้อใดจัดเป็นอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน

คำถามนี้พบบ่อยในข้อสอบวิชาพระพุทธศาสนา หลักในการตอบคือ ถ้าเป็นรูปนามที่เกิดขึ้นจริงและเกิดดับได้ จัดเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ถ้าเป็นสิ่งที่ใจสมมุติหรือสร้างภาพขึ้น จัดเป็นอารมณ์ของสมถะ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

  • ขันธ์ 5 หรือรูปนาม: เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาโดยตรง
  • ความปวดเข่าที่กำลังเกิด เสียงที่กำลังได้ยิน ความคิดที่ผุดขึ้น: เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เพราะเป็นรูปนามที่เกิดดับให้เห็น
  • ดวงกสิณ เช่น แผ่นดินที่ทำเป็นวงกลมหรือแผ่นสีเขียว: เป็นอารมณ์ของสมถะ ภาพนิมิตที่ใจสร้างขึ้นจากดวงกสิณเป็นบัญญัติ คือสิ่งสมมุติ
  • คำบริกรรม พุทโธ หรือภาพพระพุทธรูปที่นึกขึ้น: เป็นอารมณ์ของสมถะ
  • ลมหายใจ: ใช้ได้ทั้งสองทาง ถ้าจับเป็นภาพลมหรือนิมิต เป็นสมถะ ถ้าดูความรู้สึกกระทบ ความเคลื่อนไหว และความเปลี่ยนแปลงของลมจริง ๆ เป็นวิปัสสนา
  • พระนิพพาน: ไม่ใช่อารมณ์ของวิปัสสนา แม้จะอยู่ในรายการธัมมายตนะและอริยสัจ เพราะไม่เกิดไม่ดับ พระนิพพานเป็นสิ่งที่แจ้งเมื่อมรรคเกิด

ดังนั้น ถ้าข้อสอบให้เลือกระหว่าง ขันธ์ 5 หรือรูปนาม กับ กสิณ อสุภะ หรืออนุสสติ คำตอบคือ ขันธ์ 5 หรือรูปนาม ความต่างระหว่างอารมณ์ของสมถะกับวิปัสสนาอธิบายไว้ละเอียดในสมถะ วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร และอารมณ์ฝั่งสมถะทั้งหมดอยู่ในกรรมฐาน 40

ใช้วิปัสสนาภูมิ 6 ในการปฏิบัติจริง

ความรู้เรื่องวิปัสสนาภูมิช่วยผู้ปฏิบัติได้สามทาง ทางแรก ทำให้รู้ว่าควรดูอะไร ไม่หลงไปไล่ตามแสง สี หรือนิมิต ทางที่สอง ทำให้มีภาษาสำหรับสิ่งที่เห็น เช่น รู้ว่าความปวดเป็นเวทนา ความคิดเป็นสังขารหรือวิญญาณ ไม่ใช่ตัวเรา ทางที่สาม ทำให้เห็นว่าหกหมวดนี้ชี้ไปที่ความจริงเดียวกัน จะมองเป็นขันธ์ อายตนะ หรือธาตุ ก็พบแต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีเจ้าของ

วิธีง่าย ๆ คือ ระหว่างนั่ง เมื่ออะไรปรากฏชัด ให้รู้ว่ามันเป็นรูปหรือนาม รู้ว่ามันกำลังเปลี่ยน แล้วกลับมาที่อารมณ์หลัก ไม่ต้องหยุดคิดว่ามันอยู่ในหมวดไหน การจัดหมวดเป็นงานของการศึกษา ส่วนขณะปฏิบัติมีงานเดียว คือรู้ตามที่เป็นจริง บางคนท่องหรือสวดวิปัสสนาภูมิปาฐะ เพื่อให้หัวข้อทั้งหกติดใจ เมื่อเห็นรูปนามชัดขึ้น ความรู้ขั้นต่อ ๆ ไปจะตามมาเป็นลำดับ ดูได้ที่ญาณ 16

เรียบเรียงจาก: คัมภีร์วิภังค์ ขันธวิภังค์ (Vb 1) · คัมภีร์วิภังค์ อายตนวิภังค์ (Vb 2) · คัมภีร์วิภังค์ ธาตุวิภังค์ (Vb 3) · คัมภีร์วิภังค์ สัจจวิภังค์ (Vb 4) · คัมภีร์วิภังค์ อินทริยวิภังค์ (Vb 5) · คัมภีร์วิภังค์ ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ (Vb 6) · คัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์