Vipassana Info EN

หน้าแรก · วิธีปฏิบัติ

สมถะ วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร และฝึกคู่กันอย่างไร

สมถะคือการฝึกใจให้สงบ วิปัสสนาคือการฝึกปัญญาให้เห็นจริง เทียบกันข้อต่อข้อตามพระสูตร และวิธีใช้คู่กัน

สมถะและวิปัสสนาคือการฝึกใจสองด้านในพระพุทธศาสนา สมถะคือการฝึกให้ใจสงบตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์เดียว วิปัสสนาคือการฝึกปัญญาให้เห็นกายและใจตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าตรัสถึงทั้งสองเป็นคู่กันเสมอ หน้านี้อธิบายว่าสมถะคืออะไร ต่างจากวิปัสสนาอย่างไร ควรเริ่มที่อะไรก่อน และฝึกสองอย่างนี้ร่วมกันอย่างไร

สมถะคืออะไร

สมถะ (samatha) อ่านว่า สะ-มะ-ถะ แปลว่าความสงบ ความระงับ มาจากรากศัพท์ที่หมายถึงการสงบลง ในการภาวนา สมถะหมายถึงสภาพที่ใจรวมตัวอยู่กับอารมณ์เดียว ไม่ซัดส่ายไปมา ตำรามักใช้คำนี้คู่กับสมาธิ เพราะความสงบชนิดนี้เกิดจากใจที่ตั้งมั่น ส่วนการฝึกเพื่อให้เกิดสภาพนี้เรียกว่าสมถกรรมฐาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสองประเภทของกรรมฐาน

ในภาษาไทยทั่วไป คำว่าสมถะยังหมายถึงการใช้ชีวิตเรียบง่าย มักน้อย และพอใจในสิ่งที่มี ซึ่งเป็นคนละความหมายกับการภาวนาที่หน้านี้อธิบาย

อารมณ์ของสมถะมีได้หลายอย่าง คัมภีร์วิสุทธิมรรครวบรวมไว้ 40 อย่างในกรรมฐาน 40 เช่น ลมหายใจ ดวงกสิณ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า และเมตตา จุดร่วมคือผู้ฝึกพาใจกลับมาที่อารมณ์เดิมซ้ำ ๆ จนนิวรณ์ 5 สงบลง ใจก็จะเข้าสู่สมาธิที่ลึกขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นแนบแน่นที่เรียกว่าฌาน ผู้ที่ฝึกจนชำนาญจะมีใจที่ตั้งมั่น ผ่องใส และไม่หวั่นไหวง่าย

ทะเลสาบนิ่งสงบยามเช้า สะท้อนต้นไม้และท้องฟ้า
ทะเลสาบนิ่งสงบยามเช้า สะท้อนต้นไม้และท้องฟ้า

วิปัสสนาคืออะไร

วิปัสสนาแปลว่าการเห็นแจ้ง คือการใช้สติดูกายและใจที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน จนเห็นว่าทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน วิปัสสนาไม่ได้พยายามทำให้อะไรนิ่ง แต่ตามรู้สิ่งที่เปลี่ยนไป ความหมายของคำและที่มาอยู่ในหน้าวิปัสสนาคืออะไร ส่วนวิธีฝึกอย่างเป็นระบบอยู่ในหน้าวิปัสสนากรรมฐาน

ธรรมสองอย่างที่มีส่วนในวิชชา

พระสูตรที่อธิบายความสัมพันธ์ของสมถะและวิปัสสนาได้ชัดที่สุดบทหนึ่งอยู่ในหมวดสองของอังคุตตรนิกาย (AN 2.31) พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมสองอย่างนี้มีส่วนในวิชชา คือความรู้แจ้ง แล้วตรัสถามและตอบเองว่า ฝึกแต่ละอย่างแล้วได้ประโยชน์อะไร

สะมะโถ ภิกขะเว ภาวิโต กะมัตถะมะนุโภติ
จิตตัง ภาวียะติ
จิตตัง ภาวิตัง กะมัตถะมะนุโภติ
โย ราโค โส ปะหียะติ
วิปัสสะนา ภิกขะเว ภาวิตา กะมัตถะมะนุโภติ
ปัญญา ภาวียะติ
ปัญญา ภาวิตา กะมัตถะมะนุโภติ
ยา อะวิชชา สา ปะหียะติ

ภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ฝึกแล้วได้ประโยชน์อะไร จิตได้รับการฝึก จิตที่ฝึกแล้วได้ประโยชน์อะไร ราคะที่มีอยู่ย่อมถูกละไป ภิกษุทั้งหลาย วิปัสสนาที่ฝึกแล้วได้ประโยชน์อะไร ปัญญาได้รับการฝึก ปัญญาที่ฝึกแล้วได้ประโยชน์อะไร อวิชชาที่มีอยู่ย่อมถูกละไป

AN 2.31

พระสูตรจบลงว่า ใจที่ราคะครอบงำย่อมไม่หลุดพ้น และปัญญาที่อวิชชาครอบงำย่อมไม่เจริญ ความหลุดพ้นทางใจ (เจโตวิมุตติ) จึงมาจากการคลายราคะ และความหลุดพ้นด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) มาจากการคลายอวิชชา พูดง่าย ๆ คือ สมถะทำงานกับความอยาก วิปัสสนาทำงานกับความไม่รู้ และผู้ปฏิบัติต้องการทั้งสองอย่าง

สมถะกับวิปัสสนาต่างกันอย่างไร

แม้จะใช้คู่กัน สมถะกับวิปัสสนาก็ต่างกันชัดเจนในหลายด้าน ลองเทียบทีละข้อดังนี้

  • เป้าหมาย: สมถะมุ่งให้ใจสงบและตั้งมั่น วิปัสสนามุ่งให้เกิดปัญญาที่เห็นตามจริง
  • อารมณ์: สมถะใช้อารมณ์เดียวที่คงที่ ซึ่งหลายอย่างเป็นสิ่งที่ใจสร้างหรือตั้งชื่อขึ้น เช่น ภาพกสิณ หรือคุณของพระพุทธเจ้า วิปัสสนาใช้รูปนามที่เกิดขึ้นจริงและเปลี่ยนไปตลอด
  • การทำงานของใจ: สมถะให้ใจแนบอยู่กับสิ่งเดียว วิปัสสนาให้ใจตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นทีละขณะ
  • ผล: สมถะให้ความสงบ ปีติ สุข และฌาน วิปัสสนาให้ญาณ คือความรู้แจ้งเป็นลำดับ จนถึงมรรคผล
  • สิ่งที่ละได้: สมถะข่มนิวรณ์และราคะไว้ได้ชั่วคราว วิปัสสนาถอนความเห็นผิดและอวิชชาที่เป็นรากเหง้า
  • ความหลุดพ้นที่พระสูตรเชื่อมโยง: สมถะคู่กับเจโตวิมุตติ วิปัสสนาคู่กับปัญญาวิมุตติ
  • ความเสี่ยง: สมถะอาจทำให้ติดอยู่ในความสงบสุขจนไม่อยากก้าวต่อ วิปัสสนาที่ขาดความสงบอาจกลายเป็นการคิดวิเคราะห์ฟุ้งไปเรื่อย ๆ และผู้ปฏิบัติบางคนเข้าใจผิดว่าแสงสว่างหรือปีติที่เกิดขึ้นคือผลของการปฏิบัติ ซึ่งตำราเรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส

สี่วิธีที่ใช้คู่กัน

ในยุคนัทธสูตร (AN 4.170) พระอานนท์กล่าวว่า ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดก็ตามที่ประกาศต่อหน้าท่านว่าบรรลุอรหัตตผล ล้วนผ่านทางใดทางหนึ่งในสี่ทางนี้ คำว่ายุคนัทธะแปลว่าเทียมคู่กัน เหมือนวัวสองตัวที่เทียมแอกเดียวกัน

  1. เจริญวิปัสสนาโดยมีสมถะนำหน้า ฝึกใจให้สงบตั้งมั่นก่อน แล้วใช้ใจที่สงบนั้นพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง
  2. เจริญสมถะโดยมีวิปัสสนานำหน้า เริ่มจากการตามรู้กายและใจ แล้วความสงบตั้งมั่นเกิดตามมาจากการเห็นนั้นเอง
  3. เจริญสมถะและวิปัสสนาเทียมคู่กันไป ประสานทั้งสองอย่างไปพร้อมกันตลอดการฝึก
  4. ใจที่เคยฟุ้งซ่านด้วยความตื่นเต้นในธรรม ต่อมาสงบลง ตั้งมั่นอยู่ภายใน และเป็นหนึ่ง

ท่านกล่าวว่า ในทุกทาง มรรคย่อมเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติเสพ เจริญ และทำมรรคนั้นให้มาก จนสังโยชน์ถูกละ และอนุสัยหมดไป ข้อความนี้แสดงว่าพระสูตรไม่ได้กำหนดลำดับตายตัว สิ่งสำคัญคือในที่สุดต้องมีทั้งความสงบและปัญญา

ควรเริ่มที่สมถะหรือวิปัสสนา

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน ยุคนัทธสูตรรับรองทั้งทางที่เริ่มจากสมถะและทางที่เริ่มจากวิปัสสนา สำหรับผู้เริ่มต้นส่วนใหญ่ การเริ่มด้วยความสงบเล็กน้อยช่วยได้มาก เช่น นั่งรู้ลมหายใจสักห้าถึงสิบนาทีให้ใจเริ่มนิ่ง แล้วจึงเปลี่ยนมาสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและใจ

ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและวิสุทธิมรรค ผู้ที่เจริญสมถะจนได้ฌานแล้วจึงหันมาเจริญวิปัสสนา เรียกว่าสมถยานิก คือผู้มีสมถะเป็นยาน ส่วนผู้ที่เริ่มด้วยวิปัสสนาเลยโดยอาศัยสมาธิชั่วขณะ เรียกว่าวิปัสสนายานิก ทั้งสองทางล้วนต้องมีสมาธิ ต่างกันเพียงว่าสมาธินั้นลึกถึงฌานก่อนหรือไม่ สำหรับผู้ที่เริ่มด้วยวิปัสสนา สมาธิจะค่อย ๆ ลึกขึ้นเองเมื่อสติต่อเนื่อง

ข้อแนะนำแบบง่ายคือ ถ้าใจฟุ้งมากจนดูอะไรไม่ชัด ให้เพิ่มสมถะ เช่น นับลมหายใจหรือแผ่เมตตา ถ้าใจสงบดีแล้วแต่เริ่มติดความสบาย ให้หันมาดูว่าความสบายนั้นก็เกิดขึ้นแล้วดับไป นี่คือการให้วิปัสสนารับช่วงต่อจากความสงบ

การเจริญสมถกรรมฐานมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร

คำถามนี้พบบ่อยทั้งในการเรียนและในการปฏิบัติ คำตอบหลักมีสามข้อ

  1. เพื่อให้ใจสงบและตั้งมั่น คือเกิดสมาธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา
  2. เพื่อข่มนิวรณ์ทั้งห้าไว้ ทำให้ใจผ่องใส อ่อนโยน และพร้อมใช้งาน
  3. เพื่อเป็นฐานให้วิปัสสนา ในขันธสังยุตต์ (SN 22.5) พระพุทธเจ้าตรัสให้เจริญสมาธิ เพราะผู้ที่มีใจตั้งมั่นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง

ดังนั้นสมถะไม่ได้มีไว้เพื่อหนีโลกหรือเพื่อความสุขเพียงอย่างเดียว ความสุขจากสมาธิเป็นความสุขที่ไม่ต้องพึ่งสิ่งภายนอก จึงช่วยให้ความอยากในกามคลายลงได้ง่ายขึ้น แต่จุดหมายสุดท้ายยังคงเป็นปัญญาที่วิปัสสนาทำให้เกิด

ฝึกสมถะและวิปัสสนาไปด้วยกันในแต่ละวัน

  1. เริ่มด้วยอานาปานสติ หรือพรหมวิหาร 4 ข้อใดข้อหนึ่ง สักห้าถึงสิบนาที เป็นช่วงสมถะ
  2. เมื่อใจเริ่มนิ่ง เปลี่ยนมาสังเกตสิ่งที่เด่นที่สุดในกายและใจ เช่น ความรู้สึกที่ขา เสียง หรือความคิด ดูว่ามันเปลี่ยนไปอย่างไร เป็นช่วงวิปัสสนา
  3. ถ้าใจฟุ้งขึ้นมาอีก กลับไปที่อารมณ์เดิมของช่วงแรกสักพัก แล้วค่อยกลับมาดูใหม่
  4. จบด้วยการแผ่ความปรารถนาดีให้สัตว์ทั้งหลายสั้น ๆ
  5. ในชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตเรียบง่ายและรักษาศีล ซึ่งช่วยให้ใจสงบ และรู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ซึ่งเป็นการฝึกปัญญา

เมื่อฝึกไปนาน ๆ เส้นแบ่งระหว่างสองอย่างจะบางลง ความสงบทำให้เห็นชัด และการเห็นชัดก็ทำให้ใจสงบลึกขึ้น นี่คือความหมายของการเทียมคู่ที่พระอานนท์กล่าวไว้ สำหรับผู้ที่สนใจการปฏิบัติแบบเข้มข้นหลายวัน ขอให้รู้ไว้ว่าการปฏิบัติอย่างเข้มข้นไม่ใช่การรักษาโรคทางจิตเวช ผู้ที่เคยมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงควรปรึกษาแพทย์และครูผู้มีประสบการณ์ก่อน

เรียบเรียงจาก: พระสูตรว่าด้วยธรรมสองอย่างที่มีส่วนในวิชชา (AN 2.31) · ยุคนัทธสูตร (AN 4.170) · สมาธิสูตร ในขันธสังยุตต์ (SN 22.5) · คัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์