Vipassana Info EN

หน้าแรก · บทสวดมนต์

บทสวดพาหุง ชัยมงคลคาถา 8 บท พร้อมคำแปลและความหมาย

บทสวดพาหุง หรือชัยมงคลคาถา 8 บท ภาษาบาลีพร้อมคำอ่านและคำแปล เรื่องเบื้องหลังชัยชนะแต่ละครั้งของพระพุทธเจ้า และวิธีสวด

บทสวดพาหุง หรือชัยมงคลคาถา เป็นบทสวดภาษาบาลี 8 บทที่เล่าชัยชนะแปดครั้งของพระพุทธเจ้า ทุกครั้งทรงชนะด้วยคุณธรรม ไม่ใช่ด้วยกำลัง เช่น ทาน ความอดทน เมตตา และปัญญา แต่ละบทจบด้วยวรรคเดียวกันว่า ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ แปลว่า ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน แล้วมีบทสรุปอีกหนึ่งบท ชื่อพาหุงมาจากคำแรกของบทที่ 1 คือ พาหุง แปลว่า แขน หมายถึงแขนนับพันที่พญามารเนรมิตขึ้น ด้านล่างคือบทสวดเต็มทั้ง 8 บท ภาษาบาลีพร้อมคำอ่านและคำแปลทีละบท ส่วนนี้อธิบายที่มา เรื่องเบื้องหลังชัยชนะแต่ละครั้ง สิ่งที่แต่ละบทสอน และวิธีสวด

บทสวดพาหุง คืออะไร

ชื่อทางการของบทนี้คือ ชัยมงคลคาถา มาจาก ชัย แปลว่า ชัยชนะ มงคล แปลว่า สิ่งที่นำความเจริญ และ คาถา แปลว่า บทร้อยกรอง รวมกันแปลว่า บทร้อยกรองว่าด้วยมงคลแห่งชัยชนะ บทนี้ไม่อยู่ในพระไตรปิฎก เป็นบทประพันธ์ภาษาบาลีในยุคหลัง ไม่ปรากฏผู้แต่งและไม่ทราบแน่ว่าแต่งขึ้นเมื่อใด แต่เหตุการณ์ที่เล่าในแต่ละบทนำมาจากพระสูตร พระวินัย และอรรถกถา ผู้แต่งเลือกเรื่องที่คนรู้จักดีมาเรียงเป็นบทร้อยกรองที่ไพเราะ ทุกบทมีโครงเดียวกัน คือ ใครมาท้าทาย มาอย่างไร และพระพุทธเจ้าทรงชนะด้วยธรรมข้อใด

พาหุงมักสวดต่อจากบทอิติปิโส และตามด้วยชัยปริตร ที่ขึ้นต้นว่า มหาการุณิโก ทั้งสามบทนี้เป็นชุดบทสวดให้พรที่ได้ยินกันบ่อยในงานทำบุญ เมื่อพระสงฆ์สวดให้ผู้อื่น ใช้คำว่า เต แปลว่า แก่ท่าน เมื่อสวดให้ตนเอง หลายคนเปลี่ยนเป็น เม แปลว่า แก่ข้าพเจ้า

ชัยชนะ 8 ครั้งในบทสวดพาหุง

แต่ละบทจับคู่เหตุการณ์หนึ่งกับคุณธรรมหนึ่ง การรู้เรื่องเบื้องหลังทำให้สวดได้อย่างเข้าใจ ไม่ใช่แค่ท่องเสียง

  1. ชนะพญามาร ด้วยทานและบารมีอื่น ๆ คืนก่อนตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ พญามารเนรมิตแขนนับพันถืออาวุธ ขี่ช้างคิรีเมขล์ยกทัพมา พระโพธิสัตว์ไม่ได้ต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่ทรงอาศัยความดีที่สั่งสมมา มีทานเป็นต้น
  2. ชนะอาฬวกยักษ์ ด้วยขันติ ในอาฬวกสูตร ยักษ์สั่งให้พระพุทธเจ้าออกไปและเข้ามาซ้ำหลายครั้ง พระองค์ทรงทำตามด้วยความอดทน จนเมื่อทรงปฏิเสธในครั้งที่สี่ ยักษ์จึงถามปัญหา พระองค์ทรงตอบจนยักษ์เข้าใจ และประกาศว่าจะเดินทางไปนอบน้อมพระพุทธเจ้าและพระธรรมจากบ้านสู่บ้าน
  3. ชนะช้างนาฬาคิรี ด้วยเมตตา เรื่องในพระวินัยและอรรถกถาเล่าว่า พระเทวทัตให้ปล่อยช้างดุตัวนี้ที่ถูกมอมเมาจนคลั่งไปบนทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จ พระองค์ทรงแผ่เมตตาไปยังช้าง จนช้างสงบและหยุดลง
  4. ชนะองคุลิมาล ด้วยฤทธิ์ ในองคุลิมาลสูตร (มัชฌิมนิกาย 86) โจรวิ่งไล่ตามเต็มกำลังแต่ตามไม่ทัน ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงเดินตามปกติ เมื่อโจรร้องให้หยุด พระองค์ตรัสว่า เราหยุดแล้ว ท่านต่างหากที่ควรหยุด
  5. ชนะนางจิญจมาณวิกา ด้วยความสงบ อรรถกถาเล่าว่านางผูกท่อนไม้ไว้ที่ท้องให้ดูเหมือนตั้งครรภ์ แล้วกล่าวหาพระพุทธเจ้าท่ามกลางที่ประชุม พระองค์ไม่โต้ตอบด้วยความโกรธ และความจริงก็ปรากฏในที่สุด
  6. ชนะสัจจกนิครนถ์ ด้วยปัญญา สัจจกะเป็นนักโต้วาทีที่มั่นใจว่าไม่มีใครเถียงชนะตน ในจูฬสัจจกสูตร (มัชฌิมนิกาย 35) เมื่อสนทนากับพระพุทธเจ้า เขาตอบคำถามของพระองค์ไม่ได้ และในที่สุดยอมรับว่าตนประมาทเกินไปที่คิดจะโต้วาทะกับพระองค์
  7. ชนะนันโทปนันทนาคราช ด้วยการแนะวิธีใช้ฤทธิ์ อรรถกถาเล่าว่าพญานาคผู้มีฤทธิ์มากแต่มีความเห็นผิดตนนี้ ถูกพระโมคคัลลานะปราบด้วยฤทธิ์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต จนยอมรับนับถือพระรัตนตรัย
  8. ชนะพกาพรหม ด้วยญาณ ในพรหมนิมันตนิกสูตร (มัชฌิมนิกาย 49) พกาพรหมเห็นผิดว่าภพของตนเที่ยงแท้ และไม่มีทางออกใดเหนือกว่านั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยญาณที่เหนือกว่าว่าความเห็นนั้นผิด

คำที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบองคุลิมาลเรื่องการหยุด เป็นหัวใจของชัยชนะครั้งที่สี่ พระองค์ตรัสเป็นคาถาว่า

ฐิโต อะหัง อังคุลิมาละ สัพพะทา
สัพเพสุ ภูเตสุ นิธายะ ทัณฑัง
ตุวัญจะ ปาเณสุ อะสัญญะโตสิ
ตัสมา ฐิโตหัง ตุวะมัฏฐิโตสีติ

องคุลิมาล เราหยุดแล้วตลอดกาล เพราะวางอาวุธต่อสัตว์ทั้งปวงแล้ว แต่ท่านยังไม่สำรวมต่อสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจึงหยุดแล้ว ส่วนท่านยังไม่หยุด

MN 86

บทสรุปพูดถึงอะไร

บทสรุปของพาหุงกล่าวว่า ผู้มีปัญญาที่สวดและระลึกถึงคาถาแปดบทนี้ทุกวันโดยไม่เกียจคร้าน พึงละเหตุร้ายหลายอย่างได้และถึงความหลุดพ้นซึ่งเป็นสุข สังเกตว่าบทสรุปไม่ได้พูดถึงการท่องอย่างเดียว แต่ใช้คำว่า สะระเต แปลว่า ระลึกถึง และเรียกผู้สวดว่า สะปัญโญ แปลว่า ผู้มีปัญญา คือผู้ที่เข้าใจและนำคุณธรรมในแต่ละบทมาใช้

บทสวดพาหุง ช่วยอะไร

คำตอบอยู่ในเนื้อหาของบทสวดเอง ทุกบทเล่าว่าพระพุทธเจ้าทรงเผชิญกับสิ่งที่คนทั่วไปก็พบในชีวิต แม้จะในขนาดที่เล็กกว่ามาก และทรงชนะด้วยคุณธรรมข้อใด เมื่อสวดพร้อมเข้าใจความหมาย บทสวดจึงเป็นการทบทวนวิธีรับมือแปดแบบ

  • แรงกดดันและสิ่งยั่วยุ (พญามาร) ตอบด้วยความดีที่สั่งสมไว้และความมั่นคง
  • ความก้าวร้าวและการกลั่นแกล้ง (อาฬวกยักษ์) ตอบด้วยความอดทน
  • ความโกรธที่พุ่งเข้ามา (ช้างนาฬาคิรี) ตอบด้วยเมตตา
  • ความรุนแรง (องคุลิมาล) ตอบด้วยการหยุดทำร้าย ซึ่งเปิดทางให้อีกฝ่ายเปลี่ยนตัวเอง
  • การใส่ร้าย (นางจิญจมาณวิกา) ตอบด้วยความสงบ ไม่ตอบโต้ด้วยความโกรธ
  • ความหยิ่งและการโต้เถียง (สัจจกะ) ตอบด้วยปัญญา
  • อำนาจที่ใช้ผิดทาง (นันโทปนันทนาคราช) ตอบด้วยวิธีที่แยบคาย
  • ความเห็นผิดที่ยึดไว้แน่น (พกาพรหม) ตอบด้วยความรู้

หน้านี้ไม่สัญญาเรื่องโชคลาภ หรือผลจากการสวดกี่จบ สิ่งที่บทสวดพาหุงทำได้จริงคือฝึกให้ใจนึกถึงคุณธรรมเหล่านี้ได้ทันที เมื่อพบสถานการณ์แบบเดียวกัน

บทสวดพาหุง แบบย่อ และการสวด 9 จบ

บทสวดพาหุง 1 จบ หมายถึงสวดครบ 8 บทกับบทสรุป ใช้เวลาไม่กี่นาที หลายคนสวดวันละ 9 จบ หรือสวดเป็นประจำทุกวันเป็นธรรมเนียม จำนวนจบเป็นธรรมเนียมที่สืบกันมา ตัวบทไม่ได้กำหนดไว้ สิ่งที่บทสรุปขอไว้คือการสวดและระลึกถึงทุกวัน (ทินะทิเน แปลว่า วันแล้ววันเล่า) ซึ่งเน้นความสม่ำเสมอ ไม่ใช่จำนวนรอบ

ไม่มีฉบับย่อที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวบท แต่ละบทจบในตัวเองด้วยวรรคเดียวกัน ถ้ามีเวลาน้อย การสวดน้อยบทอย่างตั้งใจ ดีกว่าการรีบสวดให้ครบทุกบทโดยไม่รู้ว่ากำลังสวดอะไร เมื่อมีเวลาจึงค่อยสวดเต็ม เพราะแปดบทนี้แต่งไว้ให้อ่านต่อกันเป็นชุด

บทสวดพาหุง ชินบัญชร และแผ่เมตตา

หลายคนสวดบทสวดพาหุงเป็นส่วนหนึ่งของชุดบทสวดที่บ้าน ลำดับที่พบบ่อยคือ บทนมัสการพระพุทธเจ้า ไตรสรณคมน์ อิติปิโส พาหุง คาถาชินบัญชร และบทแผ่เมตตา ลำดับนี้มีเหตุผล อิติปิโสระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย พาหุงเล่าว่าคุณเหล่านั้นชนะสิ่งต่าง ๆ อย่างไร ชินบัญชรวางคุณเหล่านั้นไว้รอบตัว และการแผ่เมตตาส่งความปรารถนาดีออกไปถึงผู้อื่น บางคนสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรต่อด้วย

วิธีสวด

  1. ตั้งนะโม ตัสสะ สามจบ แล้วเริ่มบทที่ 1
  2. ก่อนสวดครั้งแรก อ่านคำแปลของทุกบทหนึ่งรอบ เพื่อให้รู้ว่าแต่ละบทเล่าเรื่องอะไร
  3. ถ้าสวดให้ตนเอง เปลี่ยน เต (แก่ท่าน) เป็น เม (แก่ข้าพเจ้า) ในวรรคสุดท้ายของทุกบท ถ้าสวดให้ผู้อื่น ใช้ เต ตามเดิม
  4. ขณะสวดแต่ละบท นึกถึงคุณธรรมของบทนั้นสั้น ๆ เช่น บทที่ 3 คือเมตตา บทที่ 6 คือปัญญา
  5. จบด้วยบทสรุป แล้วนั่งนิ่งสักครู่ก่อนสวดบทต่อไป

บทสวด

บทที่ 1 ชนะพญามาร

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

พญามารเนรมิตแขนนับพัน ทุกแขนถืออาวุธ ขี่ช้างคิรีเมขล์ มาพร้อมกองทัพที่โห่ร้องน่ากลัว พระจอมมุนีทรงชนะพญามารนั้นด้วยธรรม มีทานเป็นต้น ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทที่ 2 ชนะอาฬวกยักษ์

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

อาฬวกยักษ์ ผู้ดุร้ายยิ่งกว่ามาร ใจร้อนและกระด้าง เข้ามาต่อสู้ตลอดทั้งคืน พระจอมมุนีทรงชนะยักษ์นั้นด้วยความอดทนและการฝึกตนมาดีแล้ว ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทที่ 3 ชนะช้างนาฬาคิรี

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

ช้างนาฬาคิรี ช้างใหญ่ที่ถูกมอมเมาจนคลั่ง ดุร้ายดังไฟป่า จักร หรือสายฟ้า พระจอมมุนีทรงชนะช้างนั้นด้วยการประพรมน้ำคือเมตตา ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทที่ 4 ชนะองคุลิมาล

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

องคุลิมาลผู้โหดร้ายยิ่ง เงื้อดาบอยู่ในมือ สวมพวงมาลัยนิ้วมือ วิ่งไล่ตามไปตลอดทางสามโยชน์ พระจอมมุนีทรงชนะเขาด้วยพระทัยที่ทรงแสดงฤทธิ์ ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทที่ 5 ชนะนางจิญจมาณวิกา

กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

นางจิญจมาณวิกาเอาท่อนไม้ผูกท้องทำทีเป็นหญิงมีครรภ์ แล้วกล่าวใส่ร้ายท่ามกลางหมู่ชน พระจอมมุนีทรงชนะนางด้วยความสงบและความสุขุม ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทที่ 6 ชนะสัจจกนิครนถ์

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

สัจจกนิครนถ์ทิ้งความจริง ชูวาทะของตนขึ้นเหมือนธง ใจมุ่งแต่การโต้เถียงจนมืดบอด พระจอมมุนีผู้สว่างด้วยประทีปคือปัญญา ทรงชนะเขาได้ ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทที่ 7 ชนะนันโทปนันทนาคราช

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

นันโทปนันทนาคราช ผู้มีฤทธิ์มากแต่เข้าใจผิด พระจอมมุนีทรงให้พระเถระผู้เป็นบุตรของพระองค์ (พระโมคคัลลานะ) แปลงเป็นนาคไปปราบ และทรงชนะด้วยการแนะวิธีใช้ฤทธิ์ ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทที่ 8 ชนะพกาพรหม

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตัน เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

คำแปล

พกาพรหม ผู้มีชื่อเสียงว่าบริสุทธิ์ มีรัศมีและฤทธิ์ ถูกงูคือความเห็นผิดที่ยึดไว้ผิดทางกัดมือไว้แน่น พระจอมมุนีทรงชนะด้วยยาคือญาณ ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

บทสรุป

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

คำแปล

บทสรุปกล่าวว่า ผู้มีปัญญาคนใดสวดและระลึกถึงคาถาชัยมงคลของพระพุทธเจ้าแปดบทนี้ทุกวันโดยไม่เกียจคร้าน ผู้นั้นพึงละเหตุร้ายหลายอย่างได้ และพึงบรรลุความหลุดพ้นซึ่งเป็นสุข เมื่อสวดให้ตนเอง มักเปลี่ยนคำว่า เต (แก่ท่าน) ในทุกบทเป็น เม (แก่ข้าพเจ้า)

แปลด้วยเครื่องจากต้นฉบับ: ชัยมงคลคาถา บทสวดดั้งเดิมที่แต่งขึ้นในยุคหลัง ไม่อยู่ในพระไตรปิฎก ไม่ปรากฏผู้แต่ง · อาฬวกสูตร (สุตตนิบาต 1.10) · องคุลิมาลสูตร (มัชฌิมนิกาย 86) · จูฬสัจจกสูตร (มัชฌิมนิกาย 35) · พรหมนิมันตนิกสูตร (มัชฌิมนิกาย 49) · เรื่องช้างนาฬาคิรี นางจิญจมาณวิกา และนันโทปนันทนาคราช ในพระวินัยและอรรถกถา