
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า ว่าด้วยทางสายกลางและอริยสัจ 4 ภาษาบาลีพร้อมคำแปลไทยทุกตอน
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือพระธรรมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกว่าปฐมเทศนา ทรงแสดงแก่ภิกษุกลุ่มห้ารูป (ปัญจวัคคีย์) ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ราวสองเดือนหลังการตรัสรู้ เนื้อหาหลักมีสองเรื่อง คือทางสายกลางที่ไม่ตกไปในทางสุดโต่งทั้งสองข้าง และอริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐสี่ประการ ซึ่งพระองค์ทรงรู้แจ้งครบสามรอบ สิบสองอาการ ระหว่างที่ทรงแสดง ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรกที่รู้ตามคำสอน พระสูตรฉบับเต็มอยู่ด้านล่างของหน้านี้ เป็นคำแปลไทยทีละตอน และเปิดดูภาษาบาลีที่เขียนด้วยอักษรไทยได้ทุกตอน ส่วนด้านบนนี้อธิบายที่มา ความหมายของชื่อ สรุปเนื้อหาแบบย่อ วันที่ทรงแสดง และการสวด
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คืออะไร: ปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตนะ
เรื่องก่อนหน้าพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงเล่าไว้เองในอริยปริเยสนสูตร (MN 26) หลังตรัสรู้ที่อุรุเวลา พระองค์ทรงพิจารณาว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อน อาจารย์เดิมทั้งสองท่าน คืออาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร สิ้นชีวิตไปแล้ว จึงทรงนึกถึงภิกษุกลุ่มห้ารูปที่เคยคอยดูแลพระองค์ ในช่วงที่บำเพ็ญเพียรอย่างหนัก แล้วเสด็จจากอุรุเวลาไปหาพวกเขาที่อิสิปตนะ เมื่อทั้งห้าเห็นพระองค์มาแต่ไกล ก็ตกลงกันว่าจะไม่ลุกรับและไม่ไหว้ เพราะเชื่อว่าพระองค์ละความเพียรและหันกลับไปหาความสุขสบายแล้ว แต่เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาใกล้ ก็ทำตามที่ตกลงกันไว้ไม่ได้ บางรูปออกไปรับบาตรและจีวร บางรูปปูอาสนะ บางรูปตั้งน้ำล้างเท้า แต่ยังเรียกพระองค์ด้วยชื่อและคำว่า อาวุโส ซึ่งเป็นคำเรียกเพื่อนผู้เสมอกัน พระองค์ตรัสว่าได้บรรลุอมตธรรมแล้ว ขอให้ตั้งใจฟัง ทั้งห้าค้านถึงสามครั้ง จนพระองค์ตรัสถามว่า เคยได้ยินเราพูดอย่างนี้มาก่อนหรือไม่ เมื่อทั้งห้าตอบว่าไม่เคย จึงยอมฟัง
สิ่งแรกที่ทรงสอนจึงตรงกับความสงสัยของพวกเขาพอดี ทั้งห้าเชื่อว่าทางพ้นทุกข์คือการทรมานกาย และมองว่าการเลิกทรมานกายคือการหันไปหาความสุขทางกาม พระองค์ทรงชี้ว่าทั้งสองทางเป็นทางสุดโต่ง ทางที่พระองค์ค้นพบคือทางสายกลาง จากนั้นจึงทรงแสดงอริยสัจ 4 พระสูตรนี้อยู่ในสังยุตตนิกาย หมวดว่าด้วยสัจจะ (SN 56.11) และเรื่องเดียวกันยังบันทึกไว้ในพระวินัยปิฎก ตอนที่เล่าเหตุการณ์หลังการตรัสรู้ ภิกษุทั้งห้ารูปนั้นได้แก่ ท่านโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่าอะไร และอ่านว่าอย่างไร
ชื่อพระสูตรนี้ประกอบด้วยคำบาลีสี่คำ ธัมม คือธรรม ความจริงและคำสอน จักก คือจักร หรือวงล้อ ปวัตตน คือการทำให้หมุนไป ทำให้เป็นไป และสูตร คือพระธรรมเทศนา รวมกันแปลว่า พระสูตรว่าด้วยการทำให้วงล้อแห่งธรรมหมุนไป ภาพนี้มาจากตัวพระสูตรเอง ตอนท้ายเหล่าเทวดาประกาศต่อกันว่า พระผู้มีพระภาคทรงหมุนวงล้อแห่งธรรมอันยอดเยี่ยมแล้ว และไม่มีใครในโลกจะหมุนกลับได้ ในศิลปะทางพุทธศาสนา ปฐมเทศนาจึงมักแสดงด้วยรูปธรรมจักร บางครั้งมีกวางหมอบอยู่สองข้าง เพื่อระลึกถึงป่ามฤคทายวัน หรือสวนกวาง ที่ทรงแสดงธรรม
ในภาษาไทย ชื่อนี้อ่านว่า ทำ-มะ-จัก-กับ-ปะ-วัด-ตะ-นะ-สูด ส่วนเวลาสวดเป็นภาษาบาลี จะออกเสียงตามตัวบาลีว่า ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตะ หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า ธรรมจักร ส่วนคำแปลชื่อแบบสั้นที่สุดคือ พระสูตรแห่งการหมุนธรรมจักร
สรุปธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แบบย่อ
พระสูตรนี้ไม่ยาวนัก ถ้าอยากเห็นภาพรวมก่อนอ่านฉบับเต็ม เนื้อหาเรียงได้เป็นเจ็ดตอน ดังนี้
- ทางสุดโต่งสองอย่างที่ผู้บวชไม่ควรเสพ คือการหมกมุ่นในความสุขทางกาม และการทรมานตนเอง
- ทางสายกลางที่พระตถาคตตรัสรู้ คืออริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งทำให้เกิดดวงตาและความรู้ เป็นไปเพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และนิพพาน
- อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางสู่ความดับทุกข์ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ของแต่ละข้อ
- ความรู้สามรอบในอริยสัจแต่ละข้อ คือรู้ว่านี่คือความจริงข้อนั้น รู้ว่าต้องทำอะไรกับมัน และรู้ว่าทำเสร็จแล้ว รวมเป็นสิบสองอาการ
- คำประกาศว่า พระองค์ยังไม่ทรงยืนยันการตรัสรู้จนกว่าความรู้เห็นทั้งสิบสองอาการจะบริสุทธิ์ดี และเมื่อบริสุทธิ์แล้วก็ทรงรู้ว่า ความหลุดพ้นไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
- ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นว่าสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา
- เทวดาทุกชั้นประกาศต่อกันขึ้นไปว่าธรรมจักรได้หมุนไปแล้ว และพระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ
ถ้าค้นหาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแบบย่อเพื่อใช้สวด ควรรู้ว่าไม่มีพระสูตรฉบับสั้นแยกออกมาต่างหาก ในพระไตรปิฎก ข้อความที่ซ้ำกันถูกย่อไว้ด้วยคำว่า เปยยาล (pe) ซึ่งตรงกับ ฯลฯ ในภาษาไทย ภาษาบาลีในหน้านี้ก็ย่อไว้แบบนั้น ส่วนหนังสือสวดมนต์หลายเล่มเขียนข้อความที่ซ้ำไว้เต็ม และขึ้นต้นด้วย เอวัง เม สุตัง (ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้) บทที่สวดกันจึงยาวกว่าที่เห็นในพระไตรปิฎก ถ้อยคำอาจต่างกันบ้างตามฉบับ แต่เนื้อหาเดียวกัน
ทางสุดโต่งสองอย่าง และทางสายกลาง
ทเวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา
กะตะเม ทเว
โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค
หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสังหิโต
โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค
ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสังหิโตภิกษุทั้งหลาย ทางสุดโต่งสองอย่างนี้ ผู้บวชไม่ควรเสพ สองอย่างคืออะไร คือการพัวพันอยู่กับความสุขในกาม ซึ่งต่ำ เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนทั่วไป ไม่ประเสริฐ ไม่มีประโยชน์ และการทรมานตนเองให้ลำบาก ซึ่งเป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่มีประโยชน์
SN 56.11
ทางสายกลางไม่ได้แปลว่าทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือหาจุดกึ่งกลางระหว่างความสบายกับความลำบาก แต่เป็นทางอีกแบบหนึ่ง คือมรรค 8 ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ และสมาธิชอบ พระสูตรบอกว่าทางนี้ทำให้เกิดดวงตา ทำให้เกิดความรู้ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน ในชีวิตประจำวัน ทางสายกลางคือการดูแลร่างกายให้พอดี เพื่อให้ใจทำงานได้ ไม่ตามใจความอยากทุกอย่าง และไม่ลงโทษตัวเองโดยไม่มีประโยชน์
อริยสัจ 4 และกิจที่ต้องทำในแต่ละข้อ
แก่นของพระสูตรคืออริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐสี่ประการ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายแต่ละข้อสั้น ๆ แล้วในตอนต่อมาทรงบอกว่า ความจริงแต่ละข้อมีกิจ คือสิ่งที่ต้องทำต่อมัน ไม่เหมือนกัน
- ทุกข์ ได้แก่ การเกิด ความแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย การอยู่กับสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการไม่ได้สิ่งที่อยากได้ โดยย่อคือขันธ์ 5ที่ถูกยึดมั่น กิจคือกำหนดรู้ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้
- เหตุเกิดแห่งทุกข์ (สมุทัย) คือตัณหา ความอยากที่พาให้เกิดอีก มาพร้อมความเพลินและความกำหนัด มีสามอย่าง คืออยากในกาม อยากเป็น และอยากไม่เป็น กิจคือละ
- ความดับทุกข์ (นิโรธ) คือความจางคลายและดับไปของตัณหานั้นโดยไม่เหลือ การสละ การปล่อย การหลุดพ้น และการไม่ติดอยู่ กิจคือทำให้แจ้ง ประจักษ์ด้วยตนเอง
- ทางสู่ความดับทุกข์ (มรรค) คืออริยมรรคมีองค์แปด ทางสายกลางที่กล่าวไว้ข้างต้น กิจคือเจริญ ทำให้มากขึ้นในชีวิตจริง
การจับคู่ความจริงกับกิจนี้สำคัญ ทุกข์ไม่ได้มีไว้ให้หนี และไม่ได้มีไว้ให้ทนอย่างเดียว แต่มีไว้ให้เข้าใจ ตัณหาไม่ได้มีไว้ให้เข้าใจเฉย ๆ แต่ให้ละ นิพพานไม่ได้มีไว้ให้เชื่อตาม แต่ให้ทำให้แจ้ง และมรรคไม่ได้มีไว้ให้ท่องจำ แต่ให้ลงมือฝึก
รอบสาม อาการสิบสอง
ในตอนกลางของพระสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า ในอริยสัจแต่ละข้อ ความรู้เกิดขึ้นสามรอบ รอบแรกรู้ว่านี่คือความจริงข้อนี้ รอบที่สองรู้ว่าความจริงข้อนี้ต้องทำอะไร รอบที่สามรู้ว่าได้ทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว คำอธิบายรุ่นหลัง (อรรถกถา) เรียกความรู้สามรอบนี้ว่า สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ สามรอบคูณสี่ความจริงจึงได้สิบสองอาการ ทุกครั้งพระองค์ตรัสว่า ดวงตา ความรู้ ปัญญา ความรู้แจ้ง และแสงสว่าง เกิดขึ้นในเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน หมายความว่าสิ่งนี้มาจากการเห็นด้วยพระองค์เอง ไม่ใช่จากการฟังต่อกันมา
พระองค์ตรัสว่า ตราบใดที่ความรู้เห็นทั้งสิบสองอาการยังไม่บริสุทธิ์ดี พระองค์ยังไม่ประกาศว่าได้ตรัสรู้ เมื่อบริสุทธิ์ดีแล้วจึงประกาศ และความรู้นี้ก็เกิดขึ้น
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ
อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิ ทานิ ปุนัพภะโวความรู้และความเห็นก็เกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ไม่มีการเกิดใหม่อีกแล้ว
SN 56.11
ดวงตาเห็นธรรมของท่านโกณฑัญญะ
ตอนท้ายพระสูตรเล่าว่า ขณะฟังอยู่ ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมที่ปราศจากธุลีและมลทิน ใจความที่ท่านเห็นสั้นมาก
ยัง กิญจิ สะมุทะยะธัมมัง
สัพพัง ตัง นิโรธะธัมมังสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา
SN 56.11
ความเข้าใจนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่เป็นการเห็นด้วยใจตนเอง ไม่ใช่การจำ ตรงกับลักษณะแรกของไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง ท่านโกณฑัญญะเป็นคนแรกที่เห็นธรรมตามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ ท่านจึงได้ชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ ต่อมาท่านขอบวช และเป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นจึงนับว่าเป็นวันแรกที่มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครบทั้งสาม ภิกษุอีกสี่รูปได้ดวงตาเห็นธรรมตามมาในเวลาไม่นาน และเมื่อทั้งห้าฟังอนัตตลักขณสูตร พระธรรมเทศนาครั้งที่สอง จิตของทั้งห้าก็หลุดพ้นจากกิเลสโดยไม่ยึดมั่น
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แสดงวันอะไร
ตามประเพณี พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรในวันเพ็ญเดือนแปด คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งปัจจุบันเป็นวันอาสาฬหบูชา มักตรงกับเดือนกรกฎาคม บางปีเลื่อนไปต้นเดือนสิงหาคม วันนี้อยู่หลังวันตรัสรู้ คือวันวิสาขบูชา ในเดือนหก ราวสองเดือน วันอาสาฬหบูชาจึงระลึกถึงสามเรื่องพร้อมกัน คือการแสดงธรรมครั้งแรก การมีพระสาวกรูปแรก และการมีพระรัตนตรัยครบสาม วันถัดไปเป็นวันเข้าพรรษา วันอาสาฬหบูชาไม่ได้ตรงกับวันที่เดิมทุกปีตามปฏิทินสากล เพราะนับตามปฏิทินจันทรคติ
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร: สวดเมื่อใด และสวดอย่างไร
พระสูตรนี้เป็นบทสวดที่รู้จักกันดี พระสงฆ์สวดในวันสำคัญอย่างวันอาสาฬหบูชา หลายวัดสวดเป็นประจำ และผู้ที่สวดมนต์ที่บ้านก็นิยมสวดเช่นกัน บางคนสวดทุกวันหรือทุกวันพระ บางคนสวดตามจำนวนจบที่ตั้งใจไว้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมส่วนตัว พระสูตรเองไม่ได้กล่าวถึงจำนวนจบหรือผลของการสวด สิ่งที่พระสูตรให้คือคำสอนเรื่องทางสายกลางและอริยสัจ 4 ซึ่งมีไว้ให้เข้าใจและนำไปปฏิบัติ
ถ้าจะสวดให้ได้ประโยชน์ ลองทำดังนี้ อ่านคำแปลทั้งหมดหนึ่งรอบก่อนสวด แล้วสวดภาษาบาลีช้า ๆ ทีละตอน เมื่อถึงตอนที่ว่าด้วยอริยสัจ ให้นึกถึงความหมายไปด้วย หลังสวดจบ นั่งเงียบ ๆ สักครู่ แล้วถามตัวเองว่า วันนี้ทุกข์อะไรเกิดขึ้น และความอยากแบบไหนอยู่เบื้องหลัง คำถามง่าย ๆ นี้ทำให้การสวดกลายเป็นการพิจารณาธรรม
อ่านคำแปลด้านล่างอย่างไร
ด้านล่างคือพระสูตรฉบับเต็ม แปลเป็นภาษาไทยทีละตอน ใต้คำแปลแต่ละตอนมีปุ่มสำหรับเปิดดูภาษาบาลี ต้นฉบับบาลีมาจากพระไตรปิฎกฉบับมหาสังคีติ ตรงที่ต้นฉบับย่อข้อความซ้ำไว้ คำแปลก็ย่อด้วย ฯลฯ เช่นกัน ถ้าอ่านจบแล้วอยากเข้าใจเพิ่ม เรื่องที่ว่าทุกข์เกิดขึ้นและดับไปได้อย่างไร อธิบายละเอียดในปฏิจจสมุปบาท และสติชอบ องค์ที่เจ็ดของทางสายกลาง ฝึกได้ตามหลักสติปัฏฐาน 4
พระสูตรฉบับแปล
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุกลุ่มห้ารูปว่า
ภาษาบาลี
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย
ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ
ภิกษุทั้งหลาย ทางสุดโต่งสองอย่างนี้ ผู้บวชแล้วไม่ควรเสพ สองอย่างคืออะไร คือการหมกมุ่นในความสุขทางกาม ซึ่งต่ำ หยาบ เป็นของคนทั่วไป ไม่ประเสริฐ และไม่มีประโยชน์ กับการทรมานตนเอง ซึ่งเป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ และไม่มีประโยชน์ ตถาคตเว้นทางสุดโต่งทั้งสองนี้ แล้วตรัสรู้ทางสายกลาง ซึ่งทำให้เกิดดวงตาและความรู้ เป็นไปเพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ และนิพพาน
ภาษาบาลี
ทเวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา
กะตะเม ทเว
โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสังหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสังหิโต
เอเต โข ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ
ทางสายกลางนั้นคืออะไร คืออริยมรรคมีองค์แปดนี้เอง ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ และสมาธิชอบ นี่แหละคือทางสายกลาง ซึ่งทำให้เกิดดวงตาและความรู้ เป็นไปเพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ และนิพพาน
ภาษาบาลี
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค เสยยะถิทัง
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ
ภิกษุทั้งหลาย นี่คืออริยสัจคือทุกข์ การเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ การอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ การไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาเป็นทุกข์ โดยย่อ ขันธ์ห้าที่ยึดมั่นเป็นทุกข์ นี่คืออริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์ ได้แก่ตัณหาที่พาให้เกิดอีก มาพร้อมความเพลินและความกำหนัด เพลิดเพลินในที่นั้น ๆ คือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา นี่คืออริยสัจคือความดับทุกข์ ได้แก่ความจางคลายและดับตัณหานั้นไม่เหลือ การสละ การปล่อยวาง การหลุดพ้น และการไม่ยึดติด นี่คืออริยสัจคือทางสู่ความดับทุกข์ ได้แก่อริยมรรคมีองค์แปดนี้เอง คือความเห็นชอบ ฯลฯ สมาธิชอบ
ภาษาบาลี
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง
ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา พยาธิปิ ทุกโข มะระณัมปิ ทุกขัง อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะยัง อะริยะสัจจัง
ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระตัตราภินันทินี เสยยะถิทัง
กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธัง อะริยะสัจจัง
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค เสยยะถิทัง
สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสะมาธิ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราเห็นว่า นี่คืออริยสัจคือทุกข์ ดวงตา ความรู้ ปัญญา ความรู้แจ้ง และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือทุกข์นี้ควรกำหนดรู้ ก็เกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือทุกข์นี้กำหนดรู้แล้ว ก็เกิดขึ้นเช่นกัน
ภาษาบาลี
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ ฯลฯ อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราเห็นว่า นี่คืออริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์ ดวงตา ความรู้ ปัญญา ความรู้แจ้ง และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์นี้ควรละ ก็เกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์นี้ละได้แล้ว ก็เกิดขึ้นเช่นกัน
ภาษาบาลี
อิทัง ทุกขะสะมุทะยัง อะริยะสัจจัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะยัง อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ ฯลฯ อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะยัง อะริยะสัจจัง ปะหีนัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราเห็นว่า นี่คืออริยสัจคือความดับทุกข์ ดวงตา ความรู้ ปัญญา ความรู้แจ้ง และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือความดับทุกข์นี้ควรทำให้แจ้ง ก็เกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือความดับทุกข์นี้ทำให้แจ้งแล้ว ก็เกิดขึ้นเช่นกัน
ภาษาบาลี
อิทัง ทุกขะนิโรธัง อะริยะสัจจัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธัง อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ ฯลฯ อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธัง อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราเห็นว่า นี่คืออริยสัจคือทางสู่ความดับทุกข์ ดวงตา ความรู้ ปัญญา ความรู้แจ้ง และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือทางสู่ความดับทุกข์นี้ควรเจริญ ก็เกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อเห็นว่า อริยสัจคือทางสู่ความดับทุกข์นี้เจริญแล้ว ก็เกิดขึ้นเช่นกัน
ภาษาบาลี
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ ฯลฯ อุทะปาทิ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตัน ติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ
ภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ความรู้เห็นตามจริงในอริยสัจสี่นี้ ซึ่งมีสามรอบ สิบสองอาการ ยังไม่บริสุทธิ์ดี ตราบนั้นเรายังไม่ประกาศว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
ภาษาบาลี
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวัง ติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สัพรัหมะเก สัสสะมะณัพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ติ ปัจจัญญาสิง
แต่เมื่อความรู้เห็นตามจริงในอริยสัจสี่นี้ ซึ่งมีสามรอบ สิบสองอาการ บริสุทธิ์ดีแล้ว เราจึงประกาศว่าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ความรู้และความเห็นก็เกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ไม่มีภพใหม่อีกแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุกลุ่มห้ารูปมีใจยินดี ชื่นชมพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค
ภาษาบาลี
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวัง ติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สัพรัหมะเก สัสสะมะณัพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ติ ปัจจัญญาสิง
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ
อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิ ทานิ ปุนัพภะโว ติ
อิทะมะโวจะ ภะคะวา
อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติ
ขณะที่ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา
ภาษาบาลี
อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ
ยัง กิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพัง ตัง นิโรธะธัมมัน ติ
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงหมุนธรรมจักรแล้ว เทวดาชั้นภุมมะได้กระจายเสียงว่า ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี พระผู้มีพระภาคทรงหมุนธรรมจักรอันยอดเยี่ยมแล้ว ซึ่งไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครในโลกจะหมุนกลับได้ เสียงนั้นต่อขึ้นไปยังเทวดาชั้นจาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี จนถึงเหล่าพรหม
ภาษาบาลี
ปะวัตติเต จะ ปะนะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตัง ภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมิน ติ
ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา จาตุมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตัง ภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมิน ติ
จาตุมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา ตาวะติงสา เทวา ฯลฯ
ยามา เทวา ฯลฯ
ตุสิตา เทวา ฯลฯ
นิมมานะระตี เทวา ฯลฯ
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา ฯลฯ
พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
เอตัง ภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมิน ติ
ในขณะนั้นเอง เสียงได้ขึ้นไปถึงพรหมโลก หมื่นโลกธาตุสั่นสะเทือน และแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณก็ปรากฏในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
ภาษาบาลี
อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ ละเยนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ
อะยัญจะ ทะสะสะหัสสิโลกะธาตุ สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ อัปปะมาโณ จะ อุฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมมะ เทวานัง เทวานุภาวันติ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้ชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ
ภาษาบาลี
อะถะ โข ภะคะวา อิมัง อุทานัง อุทาเนสิ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ ติ
อิติ หิทัง อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาสิโกณฑัญโญ ตเววะ นามัง อะโหสีติ
แปลด้วยเครื่องจากต้นฉบับ: ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (SN 56.11) · อริยปริเยสนสูตร (MN 26) · อนัตตลักขณสูตร (SN 22.59) · พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ · อรรถกถาสังยุตตนิกาย (สารัตถปกาสินี)
อ่านต่อ

อริยสัจ 4 คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
อริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐสี่ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อธิบายทีละข้อ พร้อมพระสูตรภาษาบาลี คำแปล และตัวอย่างในชีวิตประจำวัน

มรรค 8 คืออะไร มีอะไรบ้าง อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่าง
มรรค 8 คือทางสายกลางแปดประการสู่ความดับทุกข์ อธิบายทีละองค์แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างในชีวิตประจำวันและวิธีจำ

อนัตตลักขณสูตร
พระธรรมเทศนาเรื่องอนัตตาแก่ภิกษุกลุ่มห้ารูป