Vipassana Info EN

หน้าแรก · หลักธรรม

ขันธ์ 5 คืออะไร มีอะไรบ้าง: รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ขันธ์ 5 คือห้ากองที่ประกอบกันเป็นกายและใจ อธิบายง่าย ๆ ทีละข้อ พร้อมตัวอย่างในชีวิตประจำวันและคำสอนในพระสูตร

ขันธ์ 5 คือส่วนประกอบห้ากองของชีวิต ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คำว่า ขันธ์ มาจากคำบาลี khandha แปลว่า กอง หมวด หรือส่วน พระพุทธเจ้าทรงแยกสิ่งที่เราเรียกว่า ตัวเรา ออกเป็นห้ากองนี้ เพื่อให้เห็นว่า เมื่อดูให้ละเอียดแล้ว ในกายและใจมีเพียงห้าส่วนที่เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีส่วนใดเป็นตัวตนที่ถาวร หน้านี้อธิบายว่าขันธ์ 5 มีอะไรบ้าง ความหมายตามนวโกวาท แต่ละข้อหมายถึงอะไรแบบง่าย ๆ ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน อุปมาในพระสูตร และวิธีใช้ความรู้นี้ในการเจริญวิปัสสนา

ขันธ์ 5 คืออะไร

คำว่าขันธ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะห้าชิ้น แต่หมายถึงกองหรือหมวดหมู่ของประสบการณ์ห้าประเภท พระสูตรและพระอภิธรรมอธิบายว่า รูปใดก็ตาม ไม่ว่าในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ เมื่อรวมกันทั้งหมดเรียกว่ารูปขันธ์ คือกองของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็นับแบบเดียวกัน ขันธ์ 5 จึงเหมือนกล่องห้าใบที่ใส่ทุกอย่างที่เราประสบได้ เสียงที่ได้ยินเมื่อวานกับความปวดเข่าในตอนนี้ล้วนจัดเข้ากล่องใดกล่องหนึ่งได้ คัมภีร์วิภังค์ในพระอภิธรรมเปิดเรื่องขันธ์ด้วยรายชื่อสั้น ๆ ดังนี้

ปัญจักขันธา
รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ วิญญาณักขันโธ

ขันธ์มีห้า คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์

Vb 1

ในพระสูตร พระพุทธเจ้ามักตรัสถึงอุปาทานขันธ์ 5 คือขันธ์ทั้งห้าในขณะที่ถูกยึดไว้ด้วยความอยากและด้วยความถือว่าเป็นของเรา ในปฐมเทศนา หลังจากทรงไล่เรียงความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความพลัดพราก พระองค์ทรงสรุปทุกข์ทั้งหมดไว้ในวลีเดียวว่า

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา

โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์

SN 56.11

วลีนี้บอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีกายและใจ แต่อยู่ที่การยึดขันธ์ไว้ว่าเป็นเราและเป็นของเรา ความยึดนี้คืออุปาทาน ซึ่งเป็นเหตุให้ความเปลี่ยนแปลงธรรมดาของกายและใจกลายเป็นความทุกข์ใจ

ต้นกล้วยที่ตัดขวาง เห็นเป็นกาบซ้อนกันโดยไม่มีแก่น ภาพเปรียบของสังขารในพระสูตร
ต้นกล้วยที่ตัดขวาง เห็นเป็นกาบซ้อนกันโดยไม่มีแก่น ภาพเปรียบของสังขารในพระสูตร

ขันธ์ 5 มีอะไรบ้าง ตามนวโกวาท

นวโกวาท ตำราธรรมชั้นต้นมาตรฐาน ให้ความหมายของขันธ์ 5 ไว้ในหมวด 5 ของธรรมวิภาค ข้างล่างนี้คือถ้อยคำของนวโกวาทตามต้นฉบับ

  • กายกับใจนี้ แบ่งออกเป็น ๕ กอง เรียกว่าขันธ์ ๕ ๑. รูป ๒. เวทนา ๓. สัญญา ๔. สังขาร ๕. วิญญาณ.
  • ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันเป็นกายนี้ เรียกว่ารูป.
  • ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข คือ สบายกายสบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือเฉย ๆ คือไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่าเวทนา.
  • ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้ เรียกว่า สัญญา.
  • เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ เป็นส่วนดี เรียก กุศล เป็นส่วนชั่ว เรียก อกุศล เป็นส่วนกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เรียก อัพยากฤต เรียกว่า สังขาร.
  • ความรู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตาเป็นต้น เรียกว่า วิญญาณ.
  • ขันธ์ ๕ นี้ ย่นเรียกว่า นาม รูป. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเข้าเป็นนาม รูปคงเป็นรูป.

นวโกวาทเริ่มจากภาพที่เข้าใจง่ายที่สุด คือกายกับใจของเราเอง แล้วแยกออกเป็นห้ากอง บรรทัดสุดท้ายสำคัญมาก เพราะย่อขันธ์ 5 ให้เหลือสองส่วน คือรูปซึ่งเป็นฝ่ายกาย และนามซึ่งเป็นฝ่ายใจอีกสี่ขันธ์ คู่ที่เรียกว่านามรูปนี้คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาเฝ้าดูจริง ๆ ส่วนคำว่า อารมณ์ ในภาษาธรรม หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ เช่น ภาพ เสียง หรือความคิด ไม่ได้หมายถึงอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสียแบบภาษาพูด

อธิบายขันธ์ 5 แต่ละข้อแบบง่าย ๆ

  1. รูป (rūpa) คือฝ่ายวัตถุ ทั้งร่างกายของเราและวัตถุภายนอก พระอภิธรรมแบ่งรูปเป็นธาตุใหญ่สี่ ซึ่งเป็นลักษณะที่สัมผัสได้จริง ธาตุดินคือความแข็งและความอ่อน ธาตุน้ำคือความเกาะกุมและการไหล ธาตุไฟคือความร้อนและความเย็น ธาตุลมคือความเคลื่อนไหวและความตึง กับรูปที่อาศัยธาตุใหญ่สี่เกิดขึ้น เช่น ตา หู สี และเสียง เมื่อนั่งสมาธิแล้วรู้สึกถึงความแข็งของพื้น ความอุ่นของมือ หรืออาการพองยุบของท้อง สิ่งที่รู้สึกอยู่นั้นคือรูป
  2. เวทนา (vedanā) คือรสของประสบการณ์ว่าสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ไม่ใช่อารมณ์ซับซ้อนอย่างความรักหรือความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกพื้นฐานที่มากับการรับรู้ทุกครั้ง เวทนาเกิดจากการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เช่น ลมเย็นในวันร้อนเป็นสุขเวทนา เสียงเจาะถนนตอนเช้าเป็นทุกขเวทนา และเสียงพัดลมที่ไม่ได้ใส่ใจเป็นเวทนาที่เฉย ๆ เวทนาสำคัญเพราะเป็นจุดที่ความอยากและความไม่ชอบมักตามมาทันที
  3. สัญญา (saññā) คือความจำได้หมายรู้ เมื่อเห็นสีแดงแล้วรู้ว่าแดง ได้ยินเสียงแล้วรู้ว่าเป็นเสียงของแม่ หรือเห็นใบหน้าแล้วจำได้ว่าเป็นเพื่อน นั่นคือสัญญา สัญญาทำให้เราใช้ชีวิตได้ แต่ก็หมายผิดได้ เช่น เห็นคนไกล ๆ แล้วนึกว่าเป็นคนรู้จัก พอเดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าไม่ใช่ และความจำก็เลือนไปตามเวลา ในภาษาพูด สัญญาแปลว่าคำมั่นหรือข้อตกลง แต่ในขันธ์ 5 หมายถึงการจำได้หมายรู้เท่านั้น
  4. สังขาร (saṅkhāra) ในขันธ์ 5 คือสภาพที่ปรุงแต่งจิต ตัวสำคัญที่สุดคือเจตนา ความตั้งใจที่เลือกและผลักดันการกระทำ รวมทั้งความโลภ ความโกรธ ความเมตตา สติ ความเพียร และความสงสัย ซึ่งนวโกวาทเรียกว่าเจตสิกธรรม คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนับเจตสิกไว้ 52 ประเภท เมื่อแยกเวทนาและสัญญาออกไปเป็นขันธ์ของตัวเองแล้ว อีก 50 ประเภทจัดเป็นสังขารขันธ์ ขันธ์นี้จึงเป็นที่อยู่ของกรรม เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า เราเรียกเจตนาว่าเป็นกรรม (AN 6.63)
  5. วิญญาณ (viññāṇa) คือการรู้อารมณ์ทางทวารทั้งหก ได้แก่ เห็นทางตา ได้ยินทางหู ได้กลิ่นทางจมูก รู้รสทางลิ้น รู้สัมผัสทางกาย และรู้เรื่องราวทางใจ วิญญาณทางตาเกิดขึ้นเพราะอาศัยตากับรูป เมื่อปัจจัยหมด วิญญาณขณะนั้นก็ดับ วิญญาณในขันธ์ 5 จึงไม่ใช่ผีหรือดวงวิญญาณตามความหมายในภาษาพูด ในมหาตัณหาสังขยสูตร (MN 38) พระพุทธเจ้าทรงแก้ความเห็นของภิกษุรูปหนึ่งที่เข้าใจว่าวิญญาณดวงเดิมท่องเที่ยวไปโดยไม่เปลี่ยน และตรัสว่าวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย

ตัวอย่างขันธ์ 5 ในชีวิตประจำวัน

ขันธ์ทั้งห้าไม่ได้เกิดทีละขั้นห่างกัน แต่ทำงานพร้อมกันอยู่ตลอดเวลา ลองแยกดูจากเหตุการณ์ธรรมดาสามเหตุการณ์

  • โทรศัพท์ดัง: เสียงและหูเป็นรูป การได้ยินเป็นวิญญาณ การจำได้ว่าเป็นเสียงเรียกเข้าของหัวหน้าเป็นสัญญา ความรู้สึกไม่สบายเล็ก ๆ เป็นเวทนา ส่วนความกังวลและการตัดสินใจรับสายเป็นสังขาร
  • กินมะม่วงสุก: ลิ้นกับรสเป็นรูป การรู้รสเป็นวิญญาณ การจำได้ว่าเป็นรสหวานแบบมะม่วงเป็นสัญญา ความอร่อยเป็นสุขเวทนา และความอยากกินอีกชิ้นเป็นสังขาร
  • ปวดเข่าระหว่างนั่งสมาธิ: เข่าและความตึงร้อนเป็นรูป การรู้สัมผัสเป็นวิญญาณ การหมายว่า นี่คือปวด และ เข่าจะเสีย เป็นสัญญา ความเจ็บเป็นทุกขเวทนา ส่วนความอยากขยับ ความหงุดหงิด หรือความตั้งใจจะดูต่ออย่างอดทนเป็นสังขาร

เมื่อแยกได้แบบนี้ เรื่องที่ดูใหญ่ เช่น ฉันเจ็บ หรือ ฉันโกรธ จะกลายเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่เกิดแล้วดับ ความรู้สึกว่ามีฉันเป็นเจ้าของทุกอย่างก็เบาลง นี่คือเหตุผลที่ครูกรรมฐานมักสอนให้รู้จักขันธ์ 5 ก่อนเริ่มเจริญวิปัสสนา สังเกตด้วยว่าในตัวอย่างที่สาม สังขารเป็นได้ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ความหงุดหงิดเป็นอกุศล ส่วนความอดทนเป็นกุศล ตรงกับที่นวโกวาทอธิบายไว้

อุปมาห้าข้อจากพระสูตร: ก้อนฟอง ฟองอากาศ พยับแดด ต้นกล้วย และมายากล

ในเผณปิณฑูปมสูตร (SN 22.95) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบขันธ์ทั้งห้าไว้ด้วยภาพที่จำง่าย ซึ่งช่วยอธิบายขันธ์ 5 ได้ดีกว่าคำจำกัดความ

  • รูปเหมือนก้อนฟองที่ลอยมาตามแม่น้ำ ดูเป็นก้อนใหญ่ แต่เมื่อตรวจดูก็ไม่มีแก่นสาร
  • เวทนาเหมือนฟองอากาศที่ผุดขึ้นบนผิวน้ำเมื่อฝนตก เกิดขึ้นแล้วแตกไปในทันที
  • สัญญาเหมือนพยับแดดในเดือนท้ายหน้าร้อน มองเห็นชัดแต่ไม่มีอยู่จริงอย่างที่เห็น
  • สังขารเหมือนต้นกล้วย คนที่หาแก่นไม้ลอกกาบออกทีละชั้นแล้วก็ไม่พบแก่น
  • วิญญาณเหมือนกลที่นักมายากลแสดงที่ทางสี่แพร่ง ดูน่าเชื่อ แต่เป็นเพียงการลวงตา

อุปมาเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าขันธ์ไม่มีอยู่ ก้อนฟองก็มีอยู่จริงในขณะที่ลอยอยู่ แต่บอกว่าเมื่อพิจารณาอย่างแยบคาย ขันธ์ทั้งห้าว่างจากแก่นที่จะยึดเป็นตัวตนได้

ไม่มีขันธ์ใดเป็นตัวตน

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องขันธ์ 5 เพื่อให้จำรายชื่อ แต่เพื่อให้เห็นว่าไม่มีขันธ์ใดเป็นตัวตน ในอนัตตลักขณสูตร (SN 22.59) ซึ่งตามประเพณีเป็นพระธรรมเทศนาครั้งที่สอง พระองค์ทรงชี้ว่า ถ้ารูปเป็นตัวตน เราก็จะสั่งรูปได้ว่าขอให้เป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้น แต่เราสั่งไม่ได้ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็เช่นเดียวกัน จากนั้นพระองค์ทรงถามภิกษุทั้งห้าทีละข้อ

ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขะเว
รูปัง นิจจัง วา อะนิจจัง วา ติ
อะนิจจัง ภันเต
ยัง ปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุขัง วา ติ
ทุกขัง ภันเต
ยัง ปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิตุง
เอตัง มะมะ เอโสหะมัสมิ เอโส เม อัตตา ติ
โน เหตัง ภันเต

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา สมควรหรือที่จะมองว่า นี่เป็นของฉัน ฉันเป็นสิ่งนี้ นี่คือตัวตนของฉัน ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า

SN 22.59

คำตอบของภิกษุไม่ได้มาจากการเชื่อตาม แต่มาจากการเห็นเอง สิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดและบังคับไม่ได้ ไม่สมควรถูกยึดว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา เมื่อเห็นเช่นนี้กับขันธ์ทุกกอง ความยึดก็คลายลง พระสูตรจบลงว่าในขณะที่ฟังอยู่นั้น จิตของภิกษุทั้งห้าก็หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ยึดมั่น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนนี้คือไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะของขันธ์ทั้งห้า และอธิบายต่อในหน้าอนัตตา

พิจารณาขันธ์ 5 ในการเจริญวิปัสสนา

ในสติปัฏฐานสูตร (MN 10) การดูขันธ์ 5 อยู่ในหมวดธัมมานุปัสสนา ผู้ปฏิบัติไม่ได้นั่งคิดเรื่องขันธ์ แต่เห็นขันธ์ตามที่ปรากฏอยู่ พร้อมทั้งความเกิดและความดับของมัน ดังที่พระสูตรกล่าวว่า

อิติ รูปัง อิติ รูปัสสะ สะมุทะโย อิติ รูปัสสะ อัตถังคะโม
อิติ เวทะนา อิติ เวทะนายะ สะมุทะโย อิติ เวทะนายะ อัตถังคะโม
อิติ สัญญา อิติ สัญญายะ สะมุทะโย อิติ สัญญายะ อัตถังคะโม
อิติ สังขารา อิติ สังขารานัง สะมุทะโย อิติ สังขารานัง อัตถังคะโม
อิติ วิญญาณัง อิติ วิญญาณัสสะ สะมุทะโย อิติ วิญญาณัสสะ อัตถังคะโม

รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดของรูปเป็นอย่างนี้ ความดับของรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ความเกิดของเวทนาเป็นอย่างนี้ ความดับของเวทนาเป็นอย่างนี้ สัญญาเป็นอย่างนี้ ความเกิดของสัญญาเป็นอย่างนี้ ความดับของสัญญาเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ ความเกิดของสังขารเป็นอย่างนี้ ความดับของสังขารเป็นอย่างนี้ วิญญาณเป็นอย่างนี้ ความเกิดของวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับของวิญญาณเป็นอย่างนี้

MN 10

ในทางปฏิบัติ ให้เริ่มจากสิ่งที่ชัดที่สุด เช่น อาการพองยุบของท้องหรือการกระทบของเท้าขณะเดิน ซึ่งเป็นรูป เมื่อเวทนาชัด เช่น ปวดหรือสบาย ก็รู้เวทนา เมื่อความคิดหรือความโกรธเกิด ก็รู้ว่าเป็นสังขาร ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อขันธ์ทุกครั้ง สิ่งที่สำคัญคือเห็นว่าแต่ละอย่างเกิดขึ้นเอง เปลี่ยนไป และดับไป วิธีเริ่มต้นอธิบายไว้ในหน้านั่งกรรมฐานที่บ้าน และขันธ์ 5 ยังเป็นภูมิแรกของวิปัสสนาภูมิ คืออารมณ์ที่ใช้เจริญปัญญา

อย่าใช้รายชื่อนี้วัดว่าตัวเองก้าวหน้าแค่ไหน การท่องได้ว่าขันธ์ 5 มีอะไรบ้างยังไม่ใช่การเห็นขันธ์ และการเห็นชั่วขณะว่าความปวดไม่ใช่เรา ก็ยังไม่ใช่การปล่อยวางทั้งหมด ค่อย ๆ ดูไปทุกวัน ความเข้าใจจะลึกขึ้นเอง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  • ขันธ์ไม่ใช่ขั้นตอนตามลำดับเวลา: ทั้งห้าเกิดร่วมกันในทุกขณะของประสบการณ์ ลำดับในรายชื่อเป็นเพียงวิธีสอนจากสิ่งที่หยาบไปหาสิ่งที่ละเอียด
  • สังขารในขันธ์ 5 ไม่ใช่ร่างกาย: ในภาษาพูด สังขารมักหมายถึงร่างกายที่แก่ลง แต่ในขันธ์ 5 หมายถึงเจตนาและสภาพที่ปรุงแต่งจิต ส่วนในพระดำรัสสุดท้ายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา (DN 16) คำนี้หมายถึงสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง ซึ่งรวมขันธ์ทั้งห้าไว้ด้วย
  • อนัตตาไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเลย: ขันธ์มีอยู่และทำงานจริง กรรมและผลของกรรมยังมีอยู่ คำสอนนี้ปฏิเสธเพียงความเห็นว่ามีตัวตนถาวรที่เป็นเจ้าของขันธ์ ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
  • ขันธ์ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวเอง: พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ก็ยังมีขันธ์ 5 จนสิ้นชีวิต สิ่งที่ดับไปคือความยึด ไม่ใช่กายและใจ ความยึดนั้นเกิดต่อกันเป็นสายตามหลักปฏิจจสมุปบาท

สรุป: ขันธ์ 5 ประกอบด้วยอะไร

  1. รูป (rūpa): ร่างกายและวัตถุ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นฝ่ายรูป
  2. เวทนา (vedanā): ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ เป็นฝ่ายนาม
  3. สัญญา (saññā): ความจำได้หมายรู้ เป็นฝ่ายนาม
  4. สังขาร (saṅkhāra): เจตนาและสภาพปรุงแต่งจิต ทั้งดี ไม่ดี และเป็นกลาง เป็นฝ่ายนาม
  5. วิญญาณ (viññāṇa): การรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นฝ่ายนาม

ขันธ์ 5 ประกอบด้วยรูปหนึ่งกองและนามสี่กอง ทั้งหมดไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่ใช่ตัวตน การรู้จักขันธ์ 5 จึงเป็นทั้งความรู้พื้นฐานของพระพุทธศาสนา และเป็นประตูสู่การเห็นตามจริงในการภาวนา

เรียบเรียงจาก: นวโกวาท (ธรรมวิภาค / คิหิปฏิบัติ) · คัมภีร์วิภังค์ ขันธวิภังค์ (Vb 1) · ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (SN 56.11) · อนัตตลักขณสูตร (SN 22.59) · สติปัฏฐานสูตร (MN 10) · เผณปิณฑูปมสูตร (SN 22.95) · มหาตัณหาสังขยสูตร (MN 38) · นิพเพธิกสูตร (AN 6.63) · มหาปรินิพพานสูตร (DN 16) · คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ของพระอนุรุทธาจารย์