
สติปัฏฐานสูตร (MN 10) คือคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องสติปัฏฐาน 4 คำอธิบายพระสูตรอย่างสั้น ตามด้วยคำแปลฉบับเต็ม
สติปัฏฐานสูตรเป็นคำสอนหลักของพระพุทธเจ้าเรื่องการเจริญสติ เป็นพระสูตรที่สิบของมัชฌิมนิกาย (มักเขียนย่อว่า MN 10) ทรงแสดงแก่ภิกษุในแคว้นกุรุ ที่นิคมชื่อกัมมาสธัมมะ ในเนื้อหาเพียงไม่กี่หน้า พระสูตรนี้วางฐานที่ตั้งของสติไว้สี่ฐาน (สติปัฏฐาน) ได้แก่ กาย เวทนา จิต และธรรม พร้อมแบบฝึกของแต่ละฐาน วิปัสสนาเกือบทุกแบบที่สอนกันในปัจจุบันก็สืบย้อนกลับมาที่พระสูตรนี้ หน้านี้อธิบายคำประกาศตอนต้นของสติปัฏฐานสูตร ฐานทั้งสี่และแบบฝึกของแต่ละฐาน ข้อความที่กล่าวซ้ำหลังทุกแบบฝึก ความต่างจากฉบับยาวในทีฆนิกาย (DN 22) และวิธีนำไปใช้ฝึกจริง คำแปลฉบับเต็มของเราอยู่ด้านล่าง
สิ่งที่สติปัฏฐานสูตรประกาศไว้
สติปัฏฐานสูตรเปิดด้วยคำประกาศที่หนักแน่น และกล่าวซ้ำคำต่อคำอีกครั้งในตอนจบ
เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา
โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ
ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ
ญายัสสะ อะธิคะมายะ
นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ
ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานาภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางที่ไปสู่จุดหมายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวพ้นความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับความทุกข์กายและความทุกข์ใจ เพื่อบรรลุแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนั้นคือสติปัฏฐานสี่
MN 10
คำสำคัญคือ เอกายนะ (ekāyana) ซึ่งตีความกันได้หลายแบบ ฉบับแปลภาษาอังกฤษรุ่นเก่าแปลว่า ทางเดียวเท่านั้น ส่วนฉบับใหม่หลายฉบับนิยมแปลว่า ทางตรง หรือทางที่มุ่งไปทางเดียว ซึ่งเข้ากับภาพของถนนที่พาตรงไปสู่จุดหมายเดียว ไม่ว่าจะแปลแบบใด จุดมุ่งหมายห้าข้อก็ชัดเจน สติแบบนี้ทำใจให้บริสุทธิ์ พาก้าวพ้นความโศก ดับความทุกข์และความเสียใจ ทำให้พบวิธีที่ถูกต้อง และนำไปสู่นิพพาน ความสิ้นทุกข์
สติปัฏฐาน 4
จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงระบุฐานทั้งสี่ ในแต่ละฐาน ผู้ปฏิบัติอยู่โดยตามดูประสบการณ์ด้านหนึ่ง มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ คุณสมบัติสามอย่างนี้ คือความเพียร ความรู้ตัวชัด และสติ เป็นเครื่องมือหลักของการปฏิบัติทั้งหมด ฐานทั้งสี่ได้แก่
- กาย (กายานุปัสสนา) ตามดูกายในกาย
- เวทนา (เวทนานุปัสสนา) ตามดูเวทนาว่าเป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์
- จิต (จิตตานุปัสสนา) ตามดูสภาพของจิต
- ธรรม (ธัมมานุปัสสนา) ตามดูสภาวธรรมผ่านหมวดธรรมของคำสอน
หน้าสติปัฏฐาน 4 อธิบายฐานทั้งสี่พร้อมตัวอย่างในชีวิตประจำวัน ในที่นี้เราจะดูว่าสติปัฏฐานสูตรเองระบุอะไรไว้ในแต่ละฐาน
แบบฝึกทีละหมวด
หมวดกายยาวที่สุด มีแบบฝึกหกแบบ
- ลมหายใจ: หายใจยาวก็รู้ชัดว่ายาว หายใจสั้นก็รู้ชัดว่าสั้น รู้สึกทั่วทั้งกาย ทำความปรุงแต่งทางกายให้สงบ ภาพเปรียบคือช่างกลึงผู้ชำนาญที่รู้ว่าตนชักเชือกกลึงยาวหรือสั้น
- อิริยาบถ: รู้ว่ากำลังเดิน ยืน นั่ง หรือนอน ไม่ว่ากายจะอยู่ในท่าใด
- ความรู้ตัวในกิจกรรม: ทำด้วยความรู้ตัวชัดเมื่อก้าวไปและถอยกลับ เมื่อมองตรงและเหลียวดู เมื่อคู้และเหยียด เมื่อนุ่งห่ม เมื่อกิน ดื่ม เคี้ยว และลิ้มรส เมื่อขับถ่าย เมื่อเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด และนิ่ง
- ส่วนต่าง ๆ ของกาย: พิจารณากายตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไปและตั้งแต่ปลายผมลงมา ว่าเป็นถุงหนังที่บรรจุส่วนต่าง ๆ 31 อย่าง ตั้งแต่ผมจนถึงปัสสาวะ เหมือนถุงใส่ธัญพืชหลายชนิดที่เปิดออกแล้วแยกดูทีละอย่าง
- ธาตุ: พิจารณากายไม่ว่าอยู่ในท่าใด ว่าเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ และลม เหมือนคนฆ่าวัวที่ชำแหละวัวแล้วนั่งอยู่กับเนื้อที่แบ่งเป็นส่วน ๆ ที่ทางสี่แพร่ง
- ป่าช้า: เทียบกายของตนกับศพเก้าระยะ ตั้งแต่ศพที่ตายได้สองสามวันจนขึ้นอืด ศพที่ถูกสัตว์กัดกิน โครงกระดูกที่มีเอ็นยึดอยู่ ไปจนถึงกระดูกสีขาว กระดูกที่กองรวมกัน และกระดูกที่ผุเป็นผง แล้วน้อมเข้ามาว่า กายนี้ก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา
อีกสามฐานสั้นกว่า
- เวทนา: รู้ชัดเวทนาที่เป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ตามที่เป็น และรู้ว่าเป็นเวทนาที่อิงอามิส (ทางโลก) หรือไม่อิงอามิส (ทางธรรม) รวมเก้าแบบ
- จิต: รู้ชัดจิตตามที่เป็นในสิบหกสภาพ คือ มีหรือไม่มีราคะ มีหรือไม่มีโทสะ มีหรือไม่มีโมหะ หดหู่หรือฟุ้งซ่าน ใหญ่หรือไม่ใหญ่ ยังมีจิตอื่นยิ่งกว่าหรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น หลุดพ้นหรือยังไม่หลุดพ้น
- ธรรม: หมวดธรรมห้าหมวด คือ นิวรณ์ 5 (รู้ว่าแต่ละข้อมีหรือไม่มีอยู่ เกิดขึ้นได้อย่างไร ละได้อย่างไร และไม่เกิดอีกได้อย่างไร) อุปาทานขันธ์ 5 และความเกิดดับของขันธ์ อายตนะภายในหกกับอารมณ์ของแต่ละอย่าง และสังโยชน์ที่เกิดเพราะอาศัยทั้งสองนั้น โพชฌงค์ 7 และการเจริญแต่ละข้อจนบริบูรณ์ และอริยสัจ 4
ถ้านับป่าช้าเก้าระยะแยกทีละข้อ สติปัฏฐานสูตรมีแบบฝึกทั้งหมดยี่สิบเอ็ดแบบ ไม่มีใครถูกคาดหวังให้ฝึกทุกแบบพร้อมกัน
ข้อความที่กล่าวซ้ำ: ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
หลังแบบฝึกทุกแบบ สติปัฏฐานสูตรกล่าวข้อความเดิมซ้ำ ข้อความซ้ำนี้เองที่เปลี่ยนแบบฝึกสมาธิให้กลายเป็นการเห็นแจ้ง
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติด้วยวิธีนี้ ภิกษุอยู่โดยตามดูกายในกายภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภายนอกบ้าง อยู่โดยตามดูว่ากายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง มีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง หรือสติที่รู้ว่ากายมีอยู่ก็ปรากฏอยู่ เพียงพอสำหรับความรู้และการระลึกรู้เท่านั้น ภิกษุอยู่อย่างไม่พึ่งพิง และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก
MN 10
ข้อความเหล่านี้มีสามจังหวะ จังหวะแรก ภายในและภายนอก คือดูกายและเวทนาของตน และเข้าใจว่าของคนอื่นก็มีลักษณะเดียวกัน จังหวะที่สอง ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป คือเห็นแต่ละสิ่งมาแล้วไป ซึ่งเป็นจุดที่ไตรลักษณ์ปรากฏให้เห็น และสุดท้ายคือการรู้อย่างเบา ๆ ไม่ยึดติด สติตั้งอยู่ที่ความจริงเปล่า ๆ ว่ากายมีอยู่ เวทนามีอยู่ โดยไม่สร้างเรื่องว่าตัวฉันหรือของฉันขึ้นมาล้อมรอบ ข้อความซ้ำนี้ใช้เหมือนกันกับเวทนา จิต และธรรม เพียงเปลี่ยนคำ
มหาสติปัฏฐานสูตร (DN 22) กับ MN 10
ในพระไตรปิฎกบาลีมีคำสอนนี้สองฉบับ มหาสติปัฏฐานสูตร คือพระสูตรว่าด้วยสติปัฏฐานฉบับใหญ่หรือฉบับยาว เป็นพระสูตรที่ 22 ของทีฆนิกาย มีที่มาเดียวกันคือในแคว้นกุรุ ขึ้นต้นเหมือนกัน มีฐานทั้งสี่และแบบฝึกเหมือนกันคำต่อคำ ความต่างที่แท้จริงมีอยู่ที่แบบฝึกสุดท้ายเรื่องอริยสัจ 4 ใน MN 10 อริยสัจถูกกล่าวถึงในบรรทัดเดียว คือรู้ชัดตามจริงว่า นี่ทุกข์ นี่เหตุเกิดทุกข์ นี่ความดับทุกข์ นี่ทางสู่ความดับทุกข์ ส่วน DN 22 ขยายอริยสัจแต่ละข้อออกเป็นคำอธิบายเต็ม ว่าการเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก และอื่น ๆ คืออะไร ตัณหาเกิดขึ้นและตั้งอยู่ที่อายตนะแต่ละอย่าง ที่อารมณ์ของอายตนะ และที่สภาพใจที่เกี่ยวข้องอย่างไร ตัณหาดับลงที่ตรงนั้นอย่างไร และอธิบายมรรคมีองค์ 8ทีละองค์ ส่วนนี้เองที่ทำให้ฉบับทีฆนิกายยาวกว่า
ทั้งสองฉบับมีข้อความเรื่องเวลาเหมือนกันในตอนท้าย ผู้ใดเจริญสติปัฏฐานสี่อย่างนี้ตลอดเจ็ดปี พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คืออรหัตตผลในชีวิตนี้ หรือถ้ายังมีเชื้อเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงลดเวลาลงทีละปีและทีละเดือน จนเหลือเจ็ดวัน คำว่า อย่างนี้ มีความสำคัญ คำรับรองนั้นพูดถึงการปฏิบัติทั้งหมดที่บรรยายไว้ในพระสูตร ไม่ได้พูดถึงหลักสูตรใดที่มีระยะเวลากำหนดไว้ หน้าคอร์สวิปัสสนาอธิบายว่าข้อความนี้ถูกนำมาใช้อย่างไร
นำพระสูตรไปใช้ฝึกจริง
สติปัฏฐานสูตรอ่านแล้วเหมือนรายการ แต่ตั้งใจให้เป็นคู่มือฝึก ต่อไปนี้คือวิธีใช้บางแบบ
- เริ่มจากแบบฝึกหมวดกายแบบเดียว ซึ่งมักเป็นลมหายใจหรืออิริยาบถ ให้เป็นที่ตั้งหลัก ฐานอื่น ๆ จะปรากฏขึ้นเอง เช่น เวทนาที่สุขหรือทุกข์ ใจที่กระสับกระส่าย หรือนิวรณ์
- เมื่อสิ่งอื่นชัดกว่าที่ตั้งหลัก ให้เรียกชื่อสิ่งนั้นด้วยถ้อยคำของพระสูตร เช่น ทุกขเวทนา จิตมีโทสะ ความสงสัยมีอยู่ แล้วกลับมาที่ตั้งหลัก
- มองหาข้อความที่กล่าวซ้ำในประสบการณ์ของตนเอง ความรู้สึกนี้อยู่คงที่ หรือเกิดขึ้นแล้วดับไป
- อ่านพระสูตรหนึ่งหมวดก่อนนั่ง แล้วฝึกเฉพาะหมวดนั้น คำแปลด้านล่างแบ่งหมวดไว้ให้ทำอย่างนี้ได้ง่าย
- ฝึกการพิจารณาป่าช้าและส่วนต่าง ๆ ของกายอย่างช้า ๆ และมีผู้แนะนำถ้าทำได้ ถ้าเกิดความกลัวหรือความรังเกียจรุนแรง ให้กลับมาที่ลมหายใจ
วิธีปฏิบัติทีละขั้นที่ยึดพระสูตรนี้เป็นหลัก ดูได้ที่หน้าวิธีฝึกวิปัสสนาที่บ้าน การปฏิบัติอย่างเข้มข้นไม่ใช่การรักษาโรคทางจิตเวช ผู้ที่เคยมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงควรปรึกษาแพทย์และครูผู้มีประสบการณ์ก่อน
พระสูตรฉบับแปล
ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในแคว้นกุรุ ที่นิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า
ภาษาบาลี
เอวัง เม สุตัง
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา กุรูสุ วิหะระติ กัมมาสะธัมมัง นามะ กุรูนัง นิคะโม
ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ
ภิกขะโว ติ
ภะทันเต ติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง
ภะคะวา เอตะทะโวจะ
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางที่มุ่งไปสู่จุดหมายเดียว (เอกายนมรรค) เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวพ้นความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับความทุกข์กายและความทุกข์ใจ เพื่อบรรลุญายธรรม (แนวทางที่ถูกต้อง) เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือสติปัฏฐานสี่
ภาษาบาลี
เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา
สติปัฏฐานสี่คืออะไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตามดูกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ ตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ ตามดูจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ (จบบทตั้ง)
ภาษาบาลี
กะตะเม จัตตาโร
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
อุทเทโส นิฏฐิโต
1. การตามดูกาย / 1.1 หมวดลมหายใจเข้าออก — ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูกายในกายอยู่อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง แล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำกายสังขาร (ความปรุงแต่งทางกาย) ให้สงบระงับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำกายสังขารให้สงบระงับ ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนช่างกลึงหรือลูกมือช่างกลึงผู้ชำนาญ เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่าชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าชักสั้น ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำกายสังขารให้สงบระงับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำกายสังขารให้สงบระงับ
ภาษาบาลี
กายานุปัสสะนา
กายานุปัสสะนาอานาปานะปัพพะ
กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุญญาคาระคะโต วา นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตวา อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปตวา
โส สะโตวะ อัสสะสะติ สะโตวะ ปัสสะสะติ
ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ ทีฆัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ
รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ
สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
เสยยะถาปิ ภิกขะเว ทักโข ภะมะกาโร วา ภะมะการันเตวาสี วา ทีฆัง วา อัญฉันโต ทีฆัง อัญฉามี ติ ปะชานาติ รัสสัง วา อัญฉันโต รัสสัง อัญฉามี ติ ปะชานาติ
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ ทีฆัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ
สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ (จบหมวดลมหายใจเข้าออก)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
อัตถิ กาโย ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อานาปานะปัพพัง นิฏฐิตัง
1.2 หมวดอิริยาบถ — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่าเดินอยู่ เมื่อยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่ายืนอยู่ เมื่อนั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่านั่งอยู่ เมื่อนอนอยู่ ก็รู้ชัดว่านอนอยู่ หรือกายของเธออยู่ในท่าใด ๆ เธอก็รู้ชัดกายนั้นตามท่านั้น ๆ
ภาษาบาลี
กายานุปัสสะนาอิริยาปะถะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ คัจฉันโต วา คัจฉามี ติ ปะชานาติ ฐิโต วา ฐิโตมหี ติ ปะชานาติ นิสินโน วา นิสินโนมหี ติ ปะชานาติ สะยาโน วา สะยาโนมหี ติ ปะชานาติ
ยะถา ยะถา วา ปะนัสสะ กาโย ปะณิหิโต โหติ ตะถา ตะถา นัง ปะชานาติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ (จบหมวดอิริยาบถ)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
อัตถิ กาโย ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อิริยาปะถะปัพพัง นิฏฐิตัง
1.3 หมวดสัมปชัญญะ — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในการก้าวไปข้างหน้าและการถอยกลับ ทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในการมองตรงไปและการเหลียวดู ทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในการงอและการเหยียดแขนขา ทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในการครองผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในการกิน การดื่ม การเคี้ยว และการลิ้มรส ทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด และการนิ่งเงียบ
ภาษาบาลี
กายานุปัสสะนาสัมปะชานะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ อะภิกกันเต ปะฏิกกันเต สัมปะชานะการี โหติ อาโลกิเต วิโลกิเต สัมปะชานะการี โหติ สะมิญชิเต ปะสาริเต สัมปะชานะการี โหติ สังฆาฏิปัตตะจีวะระธาระเณ สัมปะชานะการี โหติ อะสิเต ปีเต ขายิเต สายิเต สัมปะชานะการี โหติ อุจจาระปัสสาวะกัมเม สัมปะชานะการี โหติ คะเต ฐิเต นิสินเน สุตเต ชาคะริเต ภาสิเต ตุณหีภาเว สัมปะชานะการี โหติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ (จบหมวดสัมปชัญญะ)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ ฯลฯ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
สัมปะชานะปัพพัง นิฏฐิตัง
1.4 หมวดใส่ใจความเป็นของปฏิกูล — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณากายนี้เอง ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดนานาชนิด ว่า ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ สายรัดไส้ อาหารในกระเพาะ อุจจาระ น้ำดี เสมหะ หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ ปัสสาวะ ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนถุงที่มีปากสองข้าง ใส่ธัญพืชต่าง ๆ ไว้เต็ม คือ ข้าวอย่างดี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วดำ งา และข้าวสาร คนตาดีแก้ถุงนั้นออกแล้วพิจารณาดูว่า นี่ข้าวอย่างดี นี่ข้าวเปลือก นี่ถั่วเขียว นี่ถั่วดำ นี่งา นี่ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น ย่อมพิจารณากายนี้เอง ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดนานาชนิด ว่า ในกายนี้มี ผม ขน ฯลฯ ปัสสาวะ
ภาษาบาลี
กายานุปัสสะนาปะฏิกูละมะนะสิการะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ อิมะเมวะ กายัง อุทธัง ปาทะตะลา อะโธ เกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันตัง ปูรัง นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ปัจจะเวกขะติ
อัตถิ อิมัสมิง กาเย เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสัง นหารุ อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตัน ติ
เสยยะถาปิ ภิกขะเว อุภะโตมุขา ปุโตฬิ ปูรา นานาวิหิตัสสะ ธัญญัสสะ เสยยะถิทัง สาลีนัง วีหีนัง มุคคานัง มาสานัง ติลานัง ตัณฑุลานัง ตะเมนัง จักขุมา ปุริโส มุญจิตวา ปัจจะเวกเขยยะ อิเม สาลี อิเม วีหี อิเม มุคคา อิเม มาสา อิเม ติลา อิเม ตัณฑุลา ติ
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ อิมะเมวะ กายัง อุทธัง ปาทะตะลา อะโธ เกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันตัง ปูรัง นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ปัจจะเวกขะติ
อัตถิ อิมัสมิง กาเย เกสา โลมา ฯลฯ มุตตัน ติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ (จบหมวดใส่ใจความเป็นของปฏิกูล)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ ฯลฯ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
ปะฏิกูละมะนะสิการะปัพพัง นิฏฐิตัง
1.5 หมวดใส่ใจธาตุ — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณากายนี้เอง ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใดหรือในท่าใด โดยความเป็นธาตุว่า ในกายนี้มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโคหรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ชำนาญ ฆ่าโคแล้วชำแหละออกเป็นส่วน ๆ นั่งอยู่ที่ทางสี่แพร่ง ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้น ย่อมพิจารณากายนี้เอง ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใดหรือในท่าใด โดยความเป็นธาตุว่า ในกายนี้มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม
ภาษาบาลี
กายานุปัสสะนาธาตุมะนะสิการะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ อิมะเมวะ กายัง ยะถาฐิตัง ยะถาปะณิหิตัง ธาตุโส ปัจจะเวกขะติ
อัตถิ อิมัสมิง กาเย ปะถะวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตู ติ
เสยยะถาปิ ภิกขะเว ทักโข โคฆาตะโก วา โคฆาตะกันเตวาสี วา คาวิง วะธิตวา จะตุมะหาปะเถ พิละโส วิภะชิตวา นิสินโน อัสสะ
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ อิมะเมวะ กายัง ยะถาฐิตัง ยะถาปะณิหิตัง ธาตุโส ปัจจะเวกขะติ
อัตถิ อิมัสมิง กาเย ปะถะวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตู ติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ (จบหมวดใส่ใจธาตุ)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ ฯลฯ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
ธาตุมะนะสิการะปัพพัง นิฏฐิตัง
1.6 หมวดป่าช้าเก้า — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สมมติว่าภิกษุเห็นศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า ตายได้หนึ่งวัน สองวัน หรือสามวัน ขึ้นอืด มีสีเขียวคล้ำ มีน้ำหนองไหลเยิ้ม ภิกษุนั้นน้อมนำมาเทียบกับกายของตนเองว่า กายนี้ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่พ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้
ภาษาบาลี
กายานุปัสสะนานะวะสิวะถิกะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สิวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง เอกาหะมะตัง วา ทวีหะมะตัง วา ตีหะมะตัง วา อุทธุมาตะกัง วินีละกัง วิปุพพะกะชาตัง
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
อะยัมปิ โข กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะตีโต ติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ ฯลฯ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สมมติว่าภิกษุเห็นศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า ถูกกาจิกกินอยู่บ้าง ถูกเหยี่ยวจิกกินอยู่บ้าง ถูกแร้งจิกกินอยู่บ้าง ถูกนกกระสาจิกกินอยู่บ้าง ถูกสุนัขกัดกินอยู่บ้าง ถูกเสือโคร่งกัดกินอยู่บ้าง ถูกเสือดาวกัดกินอยู่บ้าง ถูกหมาจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง ถูกสัตว์เล็กสัตว์น้อยนานาชนิดกัดกินอยู่บ้าง ภิกษุนั้นน้อมนำมาเทียบกับกายของตนเองว่า กายนี้ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่พ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้
ภาษาบาลี
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สิวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง กาเกหิ วา ขัชชะมานัง กุละเลหิ วา ขัชชะมานัง คิชเฌหิ วา ขัชชะมานัง กังเกหิ วา ขัชชะมานัง สุนะเขหิ วา ขัชชะมานัง พยัคเฆหิ วา ขัชชะมานัง ทีปีหิ วา ขัชชะมานัง สิงคาเลหิ วา ขัชชะมานัง วิวิเธหิ วา ปาณะกะชาเตหิ ขัชชะมานัง
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
อะยัมปิ โข กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะตีโต ติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ ฯลฯ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สมมติว่าภิกษุเห็นศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นโครงกระดูกที่ยังมีเนื้อและเลือด มีเส้นเอ็นยึดโยงอยู่ ฯลฯ เป็นโครงกระดูกที่ไม่มีเนื้อแล้วแต่ยังเปื้อนเลือด มีเส้นเอ็นยึดโยงอยู่ ฯลฯ เป็นโครงกระดูกที่ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว มีเส้นเอ็นยึดโยงอยู่ ฯลฯ เป็นกระดูกที่หลุดจากเส้นเอ็นแล้ว กระจัดกระจายไปทุกทิศ กระดูกมืออยู่ทางหนึ่ง กระดูกเท้าอยู่ทางหนึ่ง กระดูกข้อเท้าอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแข้งอยู่ทางหนึ่ง กระดูกต้นขาอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสะโพกอยู่ทางหนึ่ง กระดูกซี่โครงอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสันหลังอยู่ทางหนึ่ง กระดูกไหล่อยู่ทางหนึ่ง กระดูกคออยู่ทางหนึ่ง กระดูกขากรรไกรอยู่ทางหนึ่ง ฟันอยู่ทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะอยู่ทางหนึ่ง ภิกษุนั้นน้อมนำมาเทียบกับกายของตนเองว่า กายนี้ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่พ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้
ภาษาบาลี
อัฏฐิกานิ อะปะคะตะสัมพันธานิ ทิสา วิทิสา วิกขิตตานิ อัญเญนะ หัตถัฏฐิกัง อัญเญนะ ปาทัฏฐิกัง อัญเญนะ โคปผะกัฏฐิกัง อัญเญนะ ชังฆัฏฐิกัง อัญเญนะ อูรุฏฐิกัง อัญเญนะ กะฏิฏฐิกัง อัญเญนะ ผาสุกัฏฐิกัง อัญเญนะ ปิฏฐิฏฐิกัง อัญเญนะ ขันธัฏฐิกัง อัญเญนะ คีวัฏฐิกัง อัญเญนะ หะนุกัฏฐิกัง อัญเญนะ ทันตัฏฐิกัง อัญเญนะ สีสะกะฏาหัง
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
อะยัมปิ โข กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะตีโต ติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ ฯลฯ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สมมติว่าภิกษุเห็นศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นกระดูกสีขาวเหมือนสีเปลือกหอยสังข์ ฯลฯ เป็นกระดูกที่กองรวมกันอยู่ ผ่านไปเกินหนึ่งปีแล้ว ฯลฯ
ภาษาบาลี
อัฏฐิกานิ ปุญชะกิตานิ เตโรวัสสิกานิ ฯลฯ
เป็นกระดูกที่ผุ ป่นเป็นผงแล้ว ภิกษุนั้นน้อมนำมาเทียบกับกายของตนเองว่า กายนี้ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา จะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่พ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้
ภาษาบาลี
อัฏฐิกานิ ปูตีนิ จุณณะกะชาตานิ
โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
อะยัมปิ โข กาโย เอวังธัมโม เอวังภาวี เอวังอะนะตีโต ติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง ตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่ากายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ (จบหมวดป่าช้าเก้า) (จบการตามดูกายสิบสี่แบบ)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
อัตถิ กาโย ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
นะวะสิวะถิกะปัพพัง นิฏฐิตัง
จุททะสะกายานุปัสสะนา นิฏฐิตา
2. การตามดูเวทนา — ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อรู้สึกสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่ารู้สึกสุขเวทนา เมื่อรู้สึกทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่ารู้สึกทุกขเวทนา เมื่อรู้สึกอทุกขมสุขเวทนา (เวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุข) ก็รู้ชัดว่ารู้สึกอทุกขมสุขเวทนา เมื่อรู้สึกสุขเวทนาที่อิงอามิส (อิงกามคุณ) ก็รู้ชัดว่ารู้สึกสุขเวทนาที่อิงอามิส เมื่อรู้สึกสุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส ก็รู้ชัดว่ารู้สึกสุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส เมื่อรู้สึกทุกขเวทนาที่อิงอามิส ก็รู้ชัดว่ารู้สึกทุกขเวทนาที่อิงอามิส เมื่อรู้สึกทุกขเวทนาที่ไม่อิงอามิส ก็รู้ชัดว่ารู้สึกทุกขเวทนาที่ไม่อิงอามิส เมื่อรู้สึกอทุกขมสุขเวทนาที่อิงอามิส ก็รู้ชัดว่ารู้สึกอทุกขมสุขเวทนาที่อิงอามิส เมื่อรู้สึกอทุกขมสุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส ก็รู้ชัดว่ารู้สึกอทุกขมสุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส
ภาษาบาลี
เวทะนานุปัสสะนา
กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ สุขัง วา เวทะนัง เวทะยะมาโน สุขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
ทุกขัง วา เวทะนัง เวทะยะมาโน ทุกขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
อะทุกขะมะสุขัง วา เวทะนัง เวทะยะมาโน อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
สามิสัง วา สุขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน สามิสัง สุขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
นิรามิสัง วา สุขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน นิรามิสัง สุขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
สามิสัง วา ทุกขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน สามิสัง ทุกขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
นิรามิสัง วา ทุกขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน นิรามิสัง ทุกขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
สามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน สามิสัง อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
นิรามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทะยะมาโน นิรามิสัง อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทะยามี ติ ปะชานาติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายในอยู่บ้าง ตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่าเวทนาทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าเวทนาทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าเวทนาทั้งหลายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ (จบการตามดูเวทนา)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ
อัตถิ เวทะนา ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
เวทะนานุปัสสะนา นิฏฐิตา
3. การตามดูจิต — ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูจิตในจิตอยู่อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดจิตที่มีราคะว่าจิตมีราคะ รู้ชัดจิตที่ปราศจากราคะว่าจิตปราศจากราคะ รู้ชัดจิตที่มีโทสะว่าจิตมีโทสะ รู้ชัดจิตที่ปราศจากโทสะว่าจิตปราศจากโทสะ รู้ชัดจิตที่มีโมหะว่าจิตมีโมหะ รู้ชัดจิตที่ปราศจากโมหะว่าจิตปราศจากโมหะ รู้ชัดจิตที่หดหู่ว่าจิตหดหู่ รู้ชัดจิตที่ฟุ้งซ่านว่าจิตฟุ้งซ่าน รู้ชัดจิตที่กว้างใหญ่ว่าจิตกว้างใหญ่ รู้ชัดจิตที่ไม่กว้างใหญ่ว่าจิตไม่กว้างใหญ่ รู้ชัดจิตที่ยังไม่สูงสุดว่าจิตยังไม่สูงสุด รู้ชัดจิตที่สูงสุดว่าจิตสูงสุด รู้ชัดจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ รู้ชัดจิตที่ไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิว่าจิตไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ รู้ชัดจิตที่หลุดพ้นว่าจิตหลุดพ้น รู้ชัดจิตที่ยังไม่หลุดพ้นว่าจิตยังไม่หลุดพ้น
ภาษาบาลี
จิตตานุปัสสะนา
กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ สะราคัง วา จิตตัง สะราคัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
วีตะราคัง วา จิตตัง วีตะราคัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
สะโทสัง วา จิตตัง สะโทสัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
วีตะโทสัง วา จิตตัง วีตะโทสัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
สะโมหัง วา จิตตัง สะโมหัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
วีตะโมหัง วา จิตตัง วีตะโมหัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
สังขิตตัง วา จิตตัง สังขิตตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
วิกขิตตัง วา จิตตัง วิกขิตตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
มะหัคคะตัง วา จิตตัง มะหัคคะตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
อะมะหัคคะตัง วา จิตตัง อะมะหัคคะตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
สะอุตตะรัง วา จิตตัง สะอุตตะรัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
อะนุตตะรัง วา จิตตัง อะนุตตะรัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
สะมาหิตัง วา จิตตัง สะมาหิตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
อะสะมาหิตัง วา จิตตัง อะสะมาหิตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
วิมุตตัง วา จิตตัง วิมุตตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
อะวิมุตตัง วา จิตตัง อะวิมุตตัง จิตตัน ติ ปะชานาติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูจิตในจิตภายในอยู่บ้าง ตามดูจิตในจิตภายนอกอยู่บ้าง ตามดูจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่าจิตมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าจิตมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าจิตมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าตามดูจิตในจิตอยู่ (จบการตามดูจิต)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ
อัตถิ จิตตัน ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
จิตตานุปัสสะนา นิฏฐิตา
4. การตามดูธรรม / 4.1 หมวดนิวรณ์ — ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณานิวรณ์ห้า (เครื่องกั้นจิต) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณานิวรณ์ห้าอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกามฉันทะ (ความพอใจในกาม) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่ากามฉันทะมีอยู่ในเรา เมื่อกามฉันทะไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่ากามฉันทะไม่มีอยู่ในเรา กามฉันทะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น กามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น กามฉันทะที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อพยาบาท (ความคิดร้าย) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าพยาบาทมีอยู่ในเรา เมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าพยาบาทไม่มีอยู่ในเรา พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น พยาบาทที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อถีนมิทธะ (ความหดหู่และง่วงซึม) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าถีนมิทธะมีอยู่ในเรา เมื่อถีนมิทธะไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าถีนมิทธะไม่มีอยู่ในเรา ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น ถีนมิทธะที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและความรำคาญใจ) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าอุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ในเรา เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าอุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ในเรา อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น อุทธัจจกุกกุจจะที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าวิจิกิจฉามีอยู่ในเรา เมื่อวิจิกิจฉาไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าวิจิกิจฉาไม่มีอยู่ในเรา วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น
ภาษาบาลี
ธัมมานุปัสสะนา
ธัมมานุปัสสะนานีวะระณะปัพพะ
กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ นีวะระเณสุ
กะถัญจะ ปะนะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ นีวะระเณสุ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ สันตัง วา อัชฌัตตัง กามัจฉันทัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง กามัจฉันโท ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง กามัจฉันทัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง กามัจฉันโท ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ กามัจฉันทัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ กามัจฉันทัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ กามัจฉันทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง พยาปาทัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง พยาปาโท ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง พยาปาทัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง พยาปาโท ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ พยาปาทัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ พยาปาทัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ พยาปาทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง ถินะมิทธัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง ถินะมิทธัน ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ถินะมิทธัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง ถินะมิทธัน ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ถินะมิทธัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ถินะมิทธัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ ถินะมิทธัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัน ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัน ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกิจฉา ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกิจฉา ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนายะ วิจิกิจฉายะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนายะ วิจิกิจฉายะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนายะ วิจิกิจฉายะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณานิวรณ์ห้า (จบหมวดนิวรณ์)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
อัตถิ ธัมมา ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ นีวะระเณสุ
นีวะระณะปัพพัง นิฏฐิตัง
4.2 หมวดขันธ์ — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอุปาทานขันธ์ห้า (ขันธ์ห้าที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่น) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอุปาทานขันธ์ห้าอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาว่า รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นของรูปเป็นอย่างนี้ ความดับไปของรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นของเวทนาเป็นอย่างนี้ ความดับไปของเวทนาเป็นอย่างนี้ สัญญาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นของสัญญาเป็นอย่างนี้ ความดับไปของสัญญาเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นของสังขารเป็นอย่างนี้ ความดับไปของสังขารเป็นอย่างนี้ วิญญาณเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นของวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับไปของวิญญาณเป็นอย่างนี้
ภาษาบาลี
ธัมมานุปัสสะนาขันธะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ
กะถัญจะ ปะนะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
อิติ รูปัง อิติ รูปัสสะ สะมุทะโย อิติ รูปัสสะ อัตถังคะโม
อิติ เวทะนา อิติ เวทะนายะ สะมุทะโย อิติ เวทะนายะ อัตถังคะโม
อิติ สัญญา อิติ สัญญายะ สะมุทะโย อิติ สัญญายะ อัตถังคะโม
อิติ สังขารา อิติ สังขารานัง สะมุทะโย อิติ สังขารานัง อัตถังคะโม
อิติ วิญญาณัง อิติ วิญญาณัสสะ สะมุทะโย อิติ วิญญาณัสสะ อัตถังคะโม ติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอุปาทานขันธ์ห้า (จบหมวดขันธ์)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
อัตถิ ธัมมา ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ
ขันธะปัพพัง นิฏฐิตัง
4.3 หมวดอายตนะ — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอายตนะภายในและภายนอกหก ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอายตนะภายในและภายนอกหกอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดตา รู้ชัดรูป (สิ่งที่ตาเห็น) รู้ชัดสังโยชน์ (เครื่องผูกใจ) ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองอย่างนั้น สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น รู้ชัดหู รู้ชัดเสียง รู้ชัดสังโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองอย่างนั้น สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น รู้ชัดจมูก รู้ชัดกลิ่น รู้ชัดสังโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองอย่างนั้น สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น รู้ชัดลิ้น รู้ชัดรส รู้ชัดสังโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองอย่างนั้น สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น รู้ชัดกาย รู้ชัดสิ่งที่กายสัมผัส รู้ชัดสังโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองอย่างนั้น สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น รู้ชัดใจ รู้ชัดธรรมารมณ์ (สิ่งที่ใจรู้) รู้ชัดสังโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทั้งสองอย่างนั้น สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว ละได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สังโยชน์ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น
ภาษาบาลี
ธัมมานุปัสสะนาอายะตะนะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ
กะถัญจะ ปะนะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ จักขุญจะ ปะชานาติ รูเป จะ ปะชานาติ ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สังโยชะนัง ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สังโยชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
โสตัญจะ ปะชานาติ สัทเท จะ ปะชานาติ ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สังโยชะนัง ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สังโยชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
ฆานัญจะ ปะชานาติ คันเธ จะ ปะชานาติ ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สังโยชะนัง ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สังโยชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
ชิวหัญจะ ปะชานาติ ระเส จะ ปะชานาติ ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สังโยชะนัง ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สังโยชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
กายัญจะ ปะชานาติ โผฏฐัพเพ จะ ปะชานาติ ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สังโยชะนัง ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สังโยชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
มะนัญจะ ปะชานาติ ธัมเม จะ ปะชานาติ ยัญจะ ตะทุภะยัง ปะฏิจจะ อุปปัชชะติ สังโยชะนัง ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สังโยชะนัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ ปะหีนัสสะ สังโยชะนัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอายตนะภายในและภายนอกหก (จบหมวดอายตนะ)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
อัตถิ ธัมมา ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ฉะสุ อัชฌัตติกะพาหิเรสุ อายะตะเนสุ
อายะตะนะปัพพัง นิฏฐิตัง
4.4 หมวดโพชฌงค์ — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาโพชฌงค์เจ็ด (องค์แห่งการตรัสรู้) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาโพชฌงค์เจ็ดอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อสติสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้คือสติ) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ในเรา เมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในเรา สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญจนบริบูรณ์ได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้คือการเลือกเฟ้นธรรม) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ในเรา เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในเรา ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญจนบริบูรณ์ได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าวิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ในเรา เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าวิริยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในเรา วิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญจนบริบูรณ์ได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อปีติสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ในเรา เมื่อปีติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าปีติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในเรา ปีติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญจนบริบูรณ์ได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบระงับ) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ในเรา เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในเรา ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญจนบริบูรณ์ได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งมั่นของจิต) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าสมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ในเรา เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในเรา สมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญจนบริบูรณ์ได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจเป็นกลาง) มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ในเรา เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในตน ก็รู้ชัดว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ในเรา อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว เจริญจนบริบูรณ์ได้อย่างไร ก็รู้ชัดข้อนั้น
ภาษาบาลี
ธัมมานุปัสสะนาโพชฌังคะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ สัตตะสุ โพชฌังเคสุ
กะถัญจะ ปะนะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ สัตตะสุ โพชฌังเคสุ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ สันตัง วา อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังคัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังคัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง สะติสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สะติสัมโพชฌังคัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สะติสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนายะ ปาริปูรี โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนายะ ปาริปูรี โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง วีริยะสัมโพชฌังคัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง วีริยะสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง วีริยะสัมโพชฌังคัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง วีริยะสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ วีริยะสัมโพชฌังคัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ วีริยะสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนายะ ปาริปูรี โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง ปีติสัมโพชฌังคัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง ปีติสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ปีติสัมโพชฌังคัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง ปีติสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ปีติสัมโพชฌังคัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ปีติสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนายะ ปาริปูรี โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง ปัสสัทธิสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนายะ ปาริปูรี โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌังคัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌังคัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง สะมาธิสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ สะมาธิสัมโพชฌังคัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ สะมาธิสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนายะ ปาริปูรี โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
สันตัง วา อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌังคัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ อะสันตัง วา อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌังคัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง อุเปกขาสัมโพชฌังโค ติ ปะชานาติ ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ อุเปกขาสัมโพชฌังคัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ ยะถา จะ อุปปันนัสสะ อุเปกขาสัมโพชฌังคัสสะ ภาวะนายะ ปาริปูรี โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาโพชฌงค์เจ็ด (จบหมวดโพชฌงค์)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
อัตถิ ธัมมา ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ สัตตะสุ โพชฌังเคสุ
โพชฌังคะปัพพัง นิฏฐิตัง
4.5 หมวดอริยสัจ — อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอริยสัจสี่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอริยสัจสี่อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี่คือทุกข์ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี่คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี่คือความดับทุกข์ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี่คือทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์
ภาษาบาลี
ธัมมานุปัสสะนาสัจจะปัพพะ
ปุนะ จะปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ
กะถัญจะ ปะนะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ อิทัง ทุกขัน ติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ อะยัง ทุกขะสะมุทะโย ติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ อะยัง ทุกขะนิโรโธ ติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ อะยัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา ติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง ตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง ตามดูว่าธรรมทั้งหลายมีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่บ้าง หรือสติของเธอก็ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ เพียงเพื่อความรู้และเพื่อการระลึกรู้เท่านั้น เธออยู่อย่างไม่พึ่งพิงสิ่งใด และไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ โดยพิจารณาอริยสัจสี่ (จบหมวดอริยสัจ) (จบการตามดูธรรม)
ภาษาบาลี
อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
อัตถิ ธัมมา ติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ
สัจจะปัพพัง นิฏฐิตัง
ธัมมานุปัสสะนา นิฏฐิตา
ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดก็ตามเจริญสติปัฏฐานสี่นี้อย่างนี้ตลอดเจ็ดปี ผู้นั้นหวังผลได้อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือ ความรู้แจ้งสูงสุด (ความเป็นพระอรหันต์) ในชาตินี้ หรือถ้ายังมีเชื้อแห่งการยึดมั่นเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องถึงเจ็ดปี ผู้ใดก็ตามเจริญสติปัฏฐานสี่นี้อย่างนี้ตลอดหกปี ฯลฯ ห้าปี ฯลฯ สี่ปี ฯลฯ สามปี ฯลฯ สองปี ฯลฯ หนึ่งปี ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องถึงหนึ่งปี ผู้ใดก็ตามเจริญสติปัฏฐานสี่นี้อย่างนี้ตลอดเจ็ดเดือน ผู้นั้นหวังผลได้อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือ ความรู้แจ้งสูงสุดในชาตินี้ หรือถ้ายังมีเชื้อแห่งการยึดมั่นเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องถึงเจ็ดเดือน ผู้ใดก็ตามเจริญสติปัฏฐานสี่นี้อย่างนี้ตลอดหกเดือน ฯลฯ ห้าเดือน ฯลฯ สี่เดือน ฯลฯ สามเดือน ฯลฯ สองเดือน ฯลฯ หนึ่งเดือน ฯลฯ ครึ่งเดือน ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องถึงครึ่งเดือน ผู้ใดก็ตามเจริญสติปัฏฐานสี่นี้อย่างนี้ตลอดเจ็ดวัน ผู้นั้นหวังผลได้อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือ ความรู้แจ้งสูงสุดในชาตินี้ หรือถ้ายังมีเชื้อแห่งการยึดมั่นเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี
ภาษาบาลี
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ สัตตะ วัสสานิ ตัสสะ ทวินนัง ผะลานัง อัญญะตะรัง ผะลัง ปาฏิกังขัง
ทิฏเฐวะ ธัมเม อัญญา สะติ วา อุปาทิเสเส อะนาคามิตา
ติฏฐันตุ ภิกขะเว สัตตะ วัสสานิ
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ ฉะ วัสสานิ ฯลฯ
ปัญจะ วัสสานิ ฯลฯ
จัตตาริ วัสสานิ ฯลฯ
ตีณิ วัสสานิ ฯลฯ
ทเว วัสสานิ ฯลฯ
เอกัง วัสสัง ฯลฯ
ติฏฐะตุ ภิกขะเว เอกัง วัสสัง
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ สัตตะ มาสานิ ตัสสะ ทวินนัง ผะลานัง อัญญะตะรัง ผะลัง ปาฏิกังขัง
ทิฏเฐวะ ธัมเม อัญญา สะติ วา อุปาทิเสเส อะนาคามิตา
ติฏฐันตุ ภิกขะเว สัตตะ มาสานิ
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ ฉะ มาสานิ ฯลฯ
ปัญจะ มาสานิ ฯลฯ
จัตตาริ มาสานิ ฯลฯ
ตีณิ มาสานิ ฯลฯ
ทเว มาสานิ ฯลฯ
เอกัง มาสัง ฯลฯ
อัฑฒะมาสัง ฯลฯ
ติฏฐะตุ ภิกขะเว อัฑฒะมาโส
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ สัตตาหัง ตัสสะ ทวินนัง ผะลานัง อัญญะตะรัง ผะลัง ปาฏิกังขัง
ทิฏเฐวะ ธัมเม อัญญา สะติ วา อุปาทิเสเส อะนาคามิตาติ
ข้อที่เรากล่าวไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางที่มุ่งไปสู่จุดหมายเดียว (เอกายนมรรค) เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวพ้นความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับความทุกข์กายและความทุกข์ใจ เพื่อบรรลุญายธรรม (แนวทางที่ถูกต้อง) เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือสติปัฏฐานสี่ ดังนี้ เรากล่าวเพราะอาศัยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
ภาษาบาลี
เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา ติ
อิติ ยัง ตัง วุตตัง อิทะเมตัง ปะฏิจจะ วุตตัน ติ
อิทะมะโวจะ ภะคะวา
อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติ
แปลด้วยเครื่องจากต้นฉบับ: สติปัฏฐานสูตร (MN 10)
อ่านต่อ

สติปัฏฐาน 4: กาย เวทนา จิต ธรรม พร้อมตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
สติปัฏฐาน 4 คือฐานสี่อย่างสำหรับตั้งสติ ครบทุกหมวดตามสติปัฏฐานสูตร พร้อมตัวอย่างในชีวิตประจำวัน

คอร์สวิปัสสนา: สิ่งที่จะได้พบในคอร์ส 7 หรือ 10 วัน
คอร์สวิปัสสนาเป็นอย่างไร: เจ็ดวันมาจากไหน รูปแบบที่พบบ่อย หนึ่งวันโดยทั่วไป กฎ สิ่งที่ควรนำไป และช่วงที่ยาก

วิธีปฏิบัติวิปัสสนาที่บ้าน: คู่มือทีละขั้นตอน
วิธีปฏิบัติวิปัสสนาที่บ้านทีละขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมตัว การเดิน การนั่งและการกำหนดรู้ ไปจนถึงแผนง่าย ๆ สำหรับสัปดาห์แรก