
นิวรณ์ 5 คือห้าสิ่งที่กั้นใจไม่ให้สงบและไม่ให้เกิดปัญญา ความหมายตามนวโกวาท ตัวอย่าง อุปมาในพระสูตร และวิธีแก้ทีละข้อ
นิวรณ์ 5 คือสภาพจิตห้าอย่างที่ปิดกั้นใจไม่ให้สงบตั้งมั่นและไม่ให้เกิดปัญญา ได้แก่ กามฉันทะ ความพอใจติดใจในกาม พยาบาท ความขัดเคืองคิดร้าย ถีนมิทธะ ความหดหู่และง่วงซึม อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ และวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย คำว่านิวรณ์มาจากภาษาบาลี nīvaraṇa แปลว่าเครื่องกั้นหรือเครื่องปิดบัง ผู้ฝึกสมาธิทุกคนต้องเจอนิวรณ์ การเจอไม่ได้แปลว่าฝึกผิด แต่เป็นโอกาสให้รู้จักใจของตัวเอง หน้านี้อธิบายว่านิวรณ์ 5 มีอะไรบ้างตามนวโกวาท แต่ละข้อหมายถึงอะไร อุปมาในพระสูตร วิธีแก้ทีละข้อ และตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
นิวรณ์ 5 มีอะไรบ้าง ตามนวโกวาท
นวโกวาท ตำราธรรมชั้นต้นมาตรฐาน ให้ความหมายของนิวรณ์ 5 ไว้ในหมวด 5 ของธรรมวิภาค ข้างล่างนี้คือถ้อยคำของนวโกวาทตามต้นฉบับ
- ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี เรียกนิวรณ์ มี ๕ อย่าง
- พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น เรียกกามฉันท์.
- ปองร้ายผู้อื่น เรียกพยาบาท.
- ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม เรียกถีนมิทธะ.
- ฟุ้งซ่านและรำคาญ เรียกอุทธัจจกุกกุจจะ.
- ลังเลไม่ตกลงได้ เรียกวิจิกิจฉา.
นวโกวาทให้ความหมายของนิวรณ์ 5 ที่สั้นแต่กว้าง คือธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ไม่ได้จำกัดเฉพาะการนั่งสมาธิ เวลาเรียน ทำงาน หรือพยายามทำสิ่งดีใด ๆ นิวรณ์ก็ขวางได้ทั้งนั้น คำว่ากามฉันท์ในนวโกวาทคือคำเดียวกับกามฉันทะ ส่วนคำว่ารำคาญในที่นี้หมายถึงความร้อนใจและกังวลใจ ไม่ใช่ความรำคาญเพราะเสียงดังแบบภาษาพูด

นิวรณ์ 5 คืออะไร อธิบายทีละข้อ
- กามฉันทะ (kāmacchanda) ความพอใจ อยากได้ และติดใจในสิ่งที่น่าชอบทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย ไม่ได้หมายถึงเรื่องทางเพศอย่างเดียว ระหว่างนั่งสมาธิอาจมาในรูปของการนึกถึงอาหารมื้อต่อไป การวางแผนซื้อของ หรือการนึกถึงคนที่ชอบ ลักษณะของมันคือใจเอื้อมออกไปหาสิ่งที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า
- พยาบาท (byāpāda) ความขัดเคือง ไม่พอใจ ไปจนถึงความคิดร้าย มีตั้งแต่ความหงุดหงิดกับเสียงรบกวน การคิดทบทวนเรื่องที่ทะเลาะกับใครซ้ำ ๆ ไปจนถึงความไม่พอใจต่อความปวดในร่างกายของตัวเอง ลักษณะของมันคือใจผลักสิ่งที่อยู่ตรงหน้าออกไป
- ถีนมิทธะ (thinamiddha) ประกอบด้วยสองอย่าง ถีนะคือความหดหู่ ท้อถอย จิตไม่กระตือรือร้น มิทธะคือความง่วงเหงาซึมเซา เมื่อนั่งแล้วหัวสัปหงก ลืมคำบริกรรม หรือรู้สึกมัวและหนักไปทั้งตัว นั่นคือถีนมิทธะ
- อุทธัจจกุกกุจจะ (uddhaccakukkucca) ก็มีสองอย่าง อุทธัจจะคือความฟุ้งซ่าน ใจกระเจิงไม่อยู่กับที่ กุกกุจจะคือความร้อนใจ เสียใจ หรือกังวลถึงสิ่งที่ทำไปแล้วหรือยังไม่ได้ทำ เช่น นั่งแล้วนึกถึงคำพูดแรง ๆ ที่พูดกับใครไปเมื่อวาน หรือกังวลว่าลืมปิดเตา
- วิจิกิจฉา (vicikicchā) ความลังเลสงสัยที่ตัดสินใจไม่ได้ เช่น สงสัยว่าวิธีที่ฝึกอยู่ถูกหรือไม่ คำสอนถูกหรือไม่ ตัวเองจะทำได้ไหม จนไม่ได้ลงมือทำจริงสักอย่าง วิจิกิจฉาไม่ใช่การตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล การถามเพื่อหาคำตอบแล้วลงมือทดลองเป็นสิ่งดี แต่ความสงสัยที่วนไปมาโดยไม่ลงมือคือนิวรณ์
ทำไมนิวรณ์จึงเป็นอุปสรรค
ในอาวรณสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงนิวรณ์ 5 ว่า
ปัญจิเม ภิกขะเว อาวะระณา นีวะระณา เจตะโส อัชฌารุหา ปัญญายะ ทุพพะลีกะระณา
ภิกษุทั้งหลาย เครื่องกั้นและเครื่องปิดบังห้าอย่างนี้ ขึ้นครอบงำจิต และทำปัญญาให้อ่อนกำลัง
AN 5.51
ในพระสูตรเดียวกัน พระองค์ทรงเปรียบว่า แม่น้ำจากภูเขาที่ไหลแรงย่อมพัดพาสิ่งต่าง ๆ ไปได้ไกล ถ้ามีคนเปิดร่องน้ำทั้งสองฝั่ง กระแสกลางแม่น้ำก็จะแตกกระจาย ไม่แรงและไปไม่ไกล จิตที่ยังมีนิวรณ์ 5 ก็เช่นกัน กำลังของจิตรั่วออกไปทางความอยาก ความโกรธ ความง่วง ความฟุ้งซ่าน และความลังเล จนไม่มีกำลังพอจะรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แก่ตน แก่ผู้อื่น หรือแก่ทั้งสองฝ่าย เมื่อปิดร่องเหล่านั้นได้ กระแสจิตก็รวมตัวและมีกำลัง
อุปมาของนิวรณ์ 5 ในพระสูตร
อุปมาที่จำง่ายที่สุดมาจากสังคารวสูตร (SN 46.55) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบใจกับภาชนะใส่น้ำที่คนใช้ส่องดูเงาหน้าของตน น้ำที่ผสมสีย้อมเหมือนกามฉันทะ น้ำที่ถูกไฟต้มจนเดือดพล่านเหมือนพยาบาท น้ำที่มีตะไคร่และพืชน้ำปกคลุมเหมือนถีนมิทธะ น้ำที่ถูกลมพัดจนเป็นระลอกเหมือนอุทธัจจกุกกุจจะ และน้ำขุ่นที่ถูกกวนแล้วตั้งไว้ในที่มืดเหมือนวิจิกิจฉา ในน้ำเช่นนั้น คนตาดีก็มองไม่เห็นเงาหน้าของตนตามจริง ใจที่มีนิวรณ์ 5 ก็มองไม่เห็นประโยชน์ของตนและผู้อื่นตามจริงเช่นกัน
ในมหาอัสสปุรสูตร (MN 39) พระพุทธเจ้าทรงใช้อุปมาอีกชุดหนึ่ง คือเปรียบนิวรณ์ 5 กับหนี้ ความเจ็บป่วย การติดคุก ความเป็นทาส และการเดินทางข้ามทะเลทราย และเปรียบการละนิวรณ์ได้กับความโล่งใจของคนที่ใช้หนี้หมด หายป่วย พ้นคุก เป็นไท และข้ามทะเลทรายมาถึงที่ปลอดภัย
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ ยะถา อิณัง ยะถา โรคัง ยะถา พันธะนาคารัง ยะถา ทาสัพยัง ยะถา กันตารัทธานะมัคคัง
อิเม ปัญจะ นีวะระเณ อัปปะหีเน อัตตะนิ สะมะนุปัสสะติ
เสยยะถาปิ ภิกขะเว อาณัณยัง ยะถา อาโรคยัง ยะถา พันธะนาโมกขัง ยะถา ภุชิสสัง ยะถา เขมันตะภูมิง
เอวะเมวะ ภิกขุ อิเม ปัญจะ นีวะระเณ ปะหีเน อัตตะนิ สะมะนุปัสสะติภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน ภิกษุย่อมเห็นนิวรณ์ห้าอย่างที่ยังละไม่ได้ในตนว่า เหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางกันดารในทะเลทราย และเห็นนิวรณ์ห้าอย่างที่ละได้แล้วในตนว่า เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไท เหมือนแผ่นดินที่ปลอดภัย
MN 39
อุปมาทั้งห้าเรียงตามลำดับนิวรณ์ และคำอธิบายดั้งเดิมให้เหตุผลไว้ดังนี้ ผู้มีกามฉันทะเหมือนลูกหนี้ที่ต้องยอมตามสิ่งที่ตัวเองผูกพันไว้ ผู้มีพยาบาทเหมือนคนป่วยที่กินอะไรก็ไม่อร่อย ผู้มีถีนมิทธะเหมือนคนติดคุกที่พลาดงานรื่นเริงข้างนอก ผู้มีอุทธัจจกุกกุจจะเหมือนทาสที่ไปไหนตามใจไม่ได้ และผู้มีวิจิกิจฉาเหมือนคนเดินทางในทะเลทรายที่ลังเลทุกก้าวว่าจะปลอดภัยหรือไม่
หลักทั่วไป: รู้ทันก่อนแก้
ก่อนจะใช้วิธีแก้เฉพาะข้อ สติปัฏฐานสูตร (MN 10) วางหลักไว้ห้าขั้นที่ใช้ได้กับนิวรณ์ทุกข้อ ตัวอย่างเช่นกามฉันทะ
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ สันตัง วา อัชฌัตตัง กามัจฉันทัง อัตถิ เม อัชฌัตตัง กามัจฉันโท ติ ปะชานาติ
อะสันตัง วา อัชฌัตตัง กามัจฉันทัง นัตถิ เม อัชฌัตตัง กามัจฉันโท ติ ปะชานาติ
ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ กามัจฉันทัสสะ อุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
ยะถา จะ อุปปันนัสสะ กามัจฉันทัสสะ ปะหานัง โหติ ตัญจะ ปะชานาติ
ยะถา จะ ปะหีนัสสะ กามัจฉันทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ ตัญจะ ปะชานาติภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกามฉันทะมีอยู่ในใจ ก็รู้ชัดว่ากามฉันทะมีอยู่ในใจเรา เมื่อกามฉันทะไม่มีอยู่ในใจ ก็รู้ชัดว่ากามฉันทะไม่มีอยู่ในใจเรา รู้ชัดว่ากามฉันทะที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้ชัดว่ากามฉันทะที่เกิดแล้วละได้อย่างไร และรู้ชัดว่ากามฉันทะที่ละได้แล้วจะไม่เกิดอีกต่อไปได้อย่างไร
MN 10
หมายความว่าสิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่ไล่นิวรณ์ออกไป แต่รู้ให้ทันว่ามันกำลังมีอยู่ เช่น รู้ว่าตอนนี้มีความง่วง แล้วสังเกตว่ามันมาจากอะไร อะไรทำให้มันหายไป และอะไรช่วยไม่ให้มันกลับมา การรู้ทันแบบนี้เป็นการเจริญสติอยู่แล้ว เพราะนิวรณ์ 5 เป็นอารมณ์หมวดแรกของธัมมานุปัสสนาในสติปัฏฐาน 4
นิวรณ์ 5 วิธีแก้ทีละข้อ
วิธีแก้นิวรณ์ 5 ข้างล่างนี้มาจากพระสูตรและคำอธิบายดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกวิธีพร้อมกัน ให้รู้ก่อนว่านิวรณ์ข้อไหนกำลังเกิด แล้วเลือกวิธีที่ตรงกับข้อนั้น ลองทีละวิธี ถ้าวิธีแรกไม่ได้ผลก็เปลี่ยนไปวิธีถัดไป
- แก้กามฉันทะ: รู้ว่าความอยากกำลังเกิด แล้วดูว่ามันเปลี่ยนไปอย่างไรโดยไม่ทำตาม พิจารณาว่าสิ่งที่อยากได้นั้นไม่เที่ยงและมีด้านที่ไม่น่าพอใจ วิธีดั้งเดิมคือการพิจารณาความไม่งามของร่างกาย (อสุภะ) ส่วนในชีวิตประจำวัน การสำรวมตาและหู และการกินพอประมาณ ช่วยไม่ให้ความอยากมีเชื้อ
- แก้พยาบาท: เจริญเมตตาตามที่อธิบายในหน้าพรหมวิหาร 4 นึกว่าคนที่ทำให้เราโกรธก็อยากเป็นสุขเหมือนเรา และพิจารณาว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน ถ้าความโกรธเกิดจากความปวดในร่างกาย ให้ดูความปวดเป็นเพียงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
- แก้ถีนมิทธะ: มหาอัสสปุรสูตรกล่าวถึงการกำหนดหมายแสงสว่าง (อาโลกสัญญา) ในทางปฏิบัติให้ลืมตา นั่งหลังตรงขึ้น หายใจเข้าลึกสักสองสามครั้ง หรือลุกขึ้นเดินจงกรม ในพระสูตร (AN 7.61) พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพระโมคคัลลานะเมื่อท่านง่วงระหว่างภาวนา ให้ลองทีละวิธี ตั้งแต่ทบทวนธรรมที่ได้ยินมา สวดธรรมออกเสียง ดึงใบหูและลูบแขนขา ลุกขึ้นล้างตาแล้วมองดูดาว จนถึงเดินจงกรม และถ้ายังไม่หายก็ให้นอนพักอย่างมีสติ เพราะบางครั้งความง่วงก็คือร่างกายที่ต้องการพักจริง ๆ
- แก้อุทธัจจกุกกุจจะ: ทำให้สิ่งที่ดูง่ายลง เช่น กลับมาที่ลมหายใจแล้วนับลมหนึ่งถึงสิบ หรือนั่งให้สั้นลงแต่บ่อยขึ้น สำหรับความร้อนใจเรื่องที่ทำผิดไป ทางแก้ที่ตรงที่สุดคือแก้ไขในชีวิตจริง ขอโทษหรือชดใช้ และรักษาศีลให้ดีต่อไป ใจที่ไม่มีเรื่องให้ร้อนใจจะสงบได้ง่าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ศีลมาก่อนสมาธิในไตรสิกขา ถ้าความกังวลหนักจนกระทบการนอนหรือชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะการภาวนาไม่ใช่การรักษาโรค
- แก้วิจิกิจฉา: ศึกษาหลักให้เข้าใจพอสมควร ถามครูหรือผู้มีประสบการณ์ แล้วตั้งใจลองวิธีหนึ่งให้ครบระยะเวลาที่กำหนด เช่น สองสัปดาห์ ก่อนจะตัดสิน พระพุทธเจ้าเองทรงสอนชาวกาลามะให้ทดสอบคำสอนด้วยการดูผลจริงในใจตน ไม่ใช่เชื่อตามหรือปฏิเสธไว้ก่อน (ดูกาลามสูตร)
นิวรณ์ 5 ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
นิวรณ์ 5 ไม่ได้เกิดเฉพาะบนเบาะนั่งสมาธิ ลองดูตัวอย่างของนักเรียนคนหนึ่งที่นั่งอ่านหนังสือก่อนสอบ
- กามฉันทะ: อยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู อยากกินขนม หรือนึกถึงที่เที่ยวสุดสัปดาห์
- พยาบาท: หงุดหงิดกับเสียงเพื่อนบ้าน หรือโกรธครูที่ออกข้อสอบยาก
- ถีนมิทธะ: ง่วงหลังอาหารกลางวัน อ่านบรรทัดเดิมซ้ำสามรอบแล้วก็ยังไม่เข้าใจ
- อุทธัจจกุกกุจจะ: ใจกระโดดไปมาระหว่างหลายวิชา กังวลว่าจะสอบตก หรือเสียใจที่ไม่ได้เริ่มอ่านเร็วกว่านี้
- วิจิกิจฉา: ลังเลว่าจะอ่านบทไหนก่อน เปลี่ยนแผนไปมาจนหมดเวลา
ที่ทำงานก็เหมือนกัน ทุกครั้งที่งานไม่เดินเพราะใจไม่อยู่กับงาน ลองถามตัวเองว่าตอนนี้นิวรณ์ข้อไหนกำลังทำงานอยู่ การเรียกชื่อได้ถูกช่วยให้เลือกวิธีแก้ได้ตรง ความง่วงไม่ได้หายด้วยเมตตา และความโกรธก็ไม่ได้หายด้วยการล้างหน้า
นิวรณ์กับสมาธิและวิปัสสนา
นิวรณ์เป็นศัตรูของสมาธิโดยตรง ในมหาอัสสปุรสูตร ภิกษุละนิวรณ์ 5 ก่อน แล้วจึงเข้าถึงฌานที่หนึ่ง คัมภีร์วิสุทธิมรรคอธิบายว่าองค์ฌานแต่ละข้อข่มนิวรณ์แต่ละข้อไว้ เอกัคคตาข่มกามฉันทะ ปีติข่มพยาบาท วิตกข่มถีนมิทธะ สุขข่มอุทธัจจกุกกุจจะ และวิจารข่มวิจิกิจฉา การข่มด้วยสมาธิเป็นการละไว้ชั่วคราว เมื่อสมาธิเสื่อม นิวรณ์ก็กลับมาได้ ส่วนการละอย่างถาวรเกิดจากปัญญาที่เห็นตามจริง รายละเอียดเรื่ององค์ฌานอยู่ในหน้าฌาน
ในการเจริญวิปัสสนา นิวรณ์ไม่ได้เป็นแค่สิ่งกีดขวาง แต่เป็นอารมณ์ให้ดูด้วย เมื่อรู้ว่าความง่วงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ก็เห็นว่าแม้นิวรณ์ก็ไม่เที่ยงและไม่ใช่ตัวเรา ผู้เริ่มฝึกจึงไม่ควรโทษตัวเองเมื่อนิวรณ์ 5 มาเยือน การโกรธนิวรณ์ก็คือพยาบาทอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง ให้รู้ แล้วกลับมาที่การนั่งสมาธิตามปกติ
เรียบเรียงจาก: นวโกวาท (ธรรมวิภาค / คิหิปฏิบัติ) · อาวรณสูตร (AN 5.51) · มหาอัสสปุรสูตร (MN 39) · สติปัฏฐานสูตร (MN 10) · สังคารวสูตร (SN 46.55) · ปจลายมานสูตร (AN 7.61) · เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) (AN 3.65) · คัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์
อ่านต่อ

ท่านั่งสมาธิ: วิธีนั่งทำสมาธิ
ท่านั่งสมาธิแบบเข้าใจง่าย: สี่วิธีนั่ง การวางหลัง มือ ตา และคาง ทำอย่างไรเมื่อปวด และการนั่งครั้งแรกของคุณ

วิธีปฏิบัติวิปัสสนาที่บ้าน: คู่มือทีละขั้นตอน
วิธีปฏิบัติวิปัสสนาที่บ้านทีละขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมตัว การเดิน การนั่งและการกำหนดรู้ ไปจนถึงแผนง่าย ๆ สำหรับสัปดาห์แรก

พรหมวิหาร 4 คืออะไร มีอะไรบ้าง: เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
พรหมวิหาร 4 คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความหมายตามนวโกวาท ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน แนวทางปฏิบัติ และประโยชน์ตามพระสูตร