
อานาปานสติสูตร (MN 118) ว่าด้วยการมีสติกับลมหายใจ ที่มาของพระสูตร 16 ขั้นในสี่หมวด และขั้นเหล่านี้นำไปสู่การตรัสรู้อย่างไร ตามด้วยคำแปลฉบับเต็ม
อานาปานสติสูตรเป็นคำสอนที่ละเอียดที่สุดของพระพุทธเจ้าเรื่องการมีสติกับลมหายใจ (อานาปานสติ) เป็นพระสูตรที่ 118 ของมัชฌิมนิกาย (MN 118) คำสอนเรื่องลมหายใจส่วนใหญ่หยุดอยู่ที่การทำใจให้สงบ แต่พระสูตรนี้พาลมหายใจไปจนสุดทาง มีสิบหกขั้นแบ่งเป็นสี่หมวด หมวดละสี่ขั้น ซึ่งรวมกันแล้วทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ สติปัฏฐานก็ทำให้โพชฌงค์ 7 คือองค์แห่งการตรัสรู้เจ็ดประการบริบูรณ์ และโพชฌงค์ก็นำไปสู่วิชชาและความหลุดพ้น หน้านี้อธิบายที่มาของอานาปานสติสูตร ทั้ง 16 ขั้น ความสัมพันธ์กับสติปัฏฐานและโพชฌงค์ และวิธีใช้พระสูตรในการฝึกของตนเอง คำแปลฉบับเต็มของเราอยู่ด้านล่าง
ที่มาของพระสูตร: คืนวันเพ็ญที่เมืองสาวัตถี
พระสูตรเริ่มที่เมืองสาวัตถี ในบุพพาราม ณ ปราสาทที่มิคารมารดาสร้าง พระสาวกที่มีชื่อเสียงหลายรูปอยู่ที่นั่น เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ และพระอานนท์ พระเถระกำลังสั่งสอนภิกษุใหม่เป็นกลุ่ม กลุ่มละสิบ ยี่สิบ สามสิบ และสี่สิบรูป วันนั้นเป็นวันเพ็ญปวารณา พิธีที่ปิดท้ายการจำพรรษา ซึ่งภิกษุเปิดโอกาสให้กันและกันว่ากล่าวตักเตือนข้อบกพร่องของตน พระพุทธเจ้าประทับนั่งกลางแจ้ง ทอดพระเนตรหมู่สงฆ์ที่นั่งเงียบสงบ แล้วตรัสว่าทรงพอพระทัยในการปฏิบัติของพวกเธอ และจะทรงอยู่ที่สาวัตถีต่อไปจนถึงวันเพ็ญโกมุที คือวันเพ็ญเดือนที่สี่ของฤดูฝน เพื่อให้กำลังใจพวกเธอยิ่งขึ้น
ภิกษุจากชนบทพากันมาเฝ้า ในคืนวันเพ็ญครั้งที่สองนั้น พระองค์ทรงสรรเสริญหมู่สงฆ์ว่าไม่มีแกลบปน และทรงไล่เรียงผู้ปฏิบัติแบบต่าง ๆ ในหมู่สงฆ์ ได้แก่ พระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน ภิกษุที่ตั้งใจเจริญสติปัฏฐาน 4 เจริญโพชฌงค์ เจริญเมตตาและพรหมวิหารข้ออื่น ๆ เจริญการกำหนดหมายความไม่เที่ยง และสุดท้ายคือภิกษุที่เจริญอานาปานสติ ข้อสุดท้ายนี้กลายเป็นเรื่องหลักของอานาปานสติสูตร
อานาปานัสสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา
มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
อานาปานัสสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา
จัตตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรติ
จัตตาโร สะติปัฏฐานา ภาวิตา พะหุลีกะตา
สัตตะ โพชฌังเค ปะริปูเรนติ
สัตตะ โพชฌังคา ภาวิตา พะหุลีกะตา
วิชชาวิมุตติง ปะริปูเรนติภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก อานาปานสติที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐานสี่ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์ โพชฌงค์เจ็ดที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์
MN 118
อานาปานสติ 16 ขั้นในอานาปานสติสูตร
ผู้ปฏิบัติไปยังที่สงบ เช่น ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก จากนั้นจึงเป็นสิบหกขั้น ในสองขั้นแรก ผู้ปฏิบัติเพียงรู้ชัด (pajānāti) ลมหายใจตามที่เป็น ตั้งแต่ขั้นที่สามเป็นต้นไป ถ้อยคำเปลี่ยนเป็น ฝึก (sikkhati) ว่า จะหายใจเข้า... จะหายใจออก... ซึ่งเป็นการฝึกความใส่ใจอย่างตั้งใจในขณะหายใจเข้าและออก
- หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว หายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
- หายใจเข้าหรือออกสั้น ก็รู้ชัดว่าสั้น
- รู้สึกทั่วทั้งกาย
- ทำกายสังขาร (ความปรุงแต่งทางกาย) ให้สงบระงับ
- รู้สึกถึงปีติ ความอิ่มใจ
- รู้สึกถึงสุข
- รู้สึกถึงจิตตสังขาร (ความปรุงแต่งทางจิต) ซึ่งพระสูตรอื่นอธิบายว่าคือเวทนาและสัญญา
- ทำจิตตสังขารให้สงบระงับ
- รู้สึกถึงจิต
- ทำจิตให้เบิกบาน
- ตั้งจิตให้มั่นเป็นสมาธิ
- ปล่อยจิตให้หลุดพ้น
- ตามดูความไม่เที่ยง
- ตามดูความจางคลาย (วิราคะ)
- ตามดูความดับ (นิโรธ)
- ตามดูการปล่อยวาง (ปฏินิสสัคคะ)
สี่หมวด หมวดละสี่: สติปัฏฐาน 4
ส่วนที่สองของอานาปานสติสูตรแสดงว่าสิบหกขั้นนี้ไม่ใช่รายการที่เรียงไว้ตามใจ แต่แบ่งเป็นสี่หมวด และแต่ละหมวดคือสติปัฏฐานหนึ่งฐานที่สอนไว้ในสติปัฏฐานสูตร
- ขั้นที่ 1 ถึง 4 กาย: ลมหายใจเองก็เป็นกายอย่างหนึ่ง
- ขั้นที่ 5 ถึง 8 เวทนา: ปีติ สุข และความปรุงแต่งทางจิตเป็นเรื่องของเวทนา และพระสูตรนับการใส่ใจลมหายใจอย่างดีเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง
- ขั้นที่ 9 ถึง 12 จิต: รู้สึกถึงจิต ทำจิตให้เบิกบาน ตั้งจิตให้มั่น และปล่อยจิตให้หลุดพ้น พระสูตรเสริมว่า อานาปานสติไม่มีแก่ผู้ที่หลงลืมสติและไม่มีสัมปชัญญะ
- ขั้นที่ 13 ถึง 16 ธรรม: ความไม่เที่ยง ความจางคลาย ความดับ และการปล่อยวาง เมื่อเห็นด้วยปัญญาถึงการละความอยากได้และความไม่พอใจแล้ว ผู้ปฏิบัติก็เฝ้าดูอยู่ด้วยอุเบกขา
กาเยสุ กายัญญะตะราหัง ภิกขะเว เอวัง วะทามิ
ยะทิทัง อัสสาสะปัสสาสาภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนี้ เป็นกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย
MN 118
ดังนั้นอารมณ์เพียงอย่างเดียวคือลมหายใจ พาผู้ปฏิบัติผ่านสติปัฏฐานครบทั้งสี่ฐาน จากกาย ไปสู่เวทนาที่มากับกายที่สงบ ไปสู่สภาพของจิต จนถึงการเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าไม่เที่ยงและปล่อยวางได้
จากการมีสติกับลมหายใจสู่โพชฌงค์ 7
ต่อมาพระสูตรแสดงว่าสติปัฏฐานสี่ทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ได้อย่างไร ลำดับนี้อ่านแล้วเหมือนโซ่ แต่ละองค์นำไปสู่องค์ถัดไป
- สติ: ขณะตามดูกาย เวทนา จิต หรือธรรม สติตั้งมั่นและไม่หลงลืม
- ธัมมวิจยะ การเฟ้นธรรม: เมื่ออยู่อย่างมีสติ ก็ใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
- วิริยะ ความเพียร: เมื่อพิจารณาอย่างนี้ ความเพียรก็เกิดขึ้นและไม่ย่อหย่อน
- ปีติ: ในผู้ที่มีความเพียร ปีติที่ไม่อิงอามิสก็เกิดขึ้น
- ปัสสัทธิ ความสงบ: เมื่อใจอิ่มด้วยปีติ ทั้งกายและใจก็สงบระงับ
- สมาธิ: เมื่อกายสงบและเป็นสุข จิตก็ตั้งมั่น
- อุเบกขา: เฝ้าดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วนั้นอย่างใกล้ชิดและเป็นกลาง
ในที่สุด โพชฌงค์ทั้งเจ็ดที่เจริญโดยอาศัยความสงัด ความจางคลาย และความดับ และน้อมไปสู่การปล่อยวาง ย่อมทำให้วิชชาและความหลุดพ้น (วิชชาวิมุตติ) บริบูรณ์ องค์ทั้งเจ็ดนี้คือองค์เดียวกับที่สวดในโพชฌงคปริตร เมื่ออ่านอย่างนี้ อานาปานสติสูตรก็คือแผนที่ของทางทั้งสายที่วาดไว้บนลมหายใจเพียงลมเดียว
นำอานาปานสติสูตรไปใช้ฝึก
- อยู่กับขั้นที่ 1 และ 2 ให้นาน คำกริยาในพระสูตรคือ รู้ชัด ไม่ใช่ ทำให้ ปล่อยให้ลมหายใจยาวหรือสั้นตามธรรมชาติ แล้วเพียงรู้
- ขั้นที่ 3 รู้สึกทั่วทั้งกาย ตีความได้สองแบบ แบบหนึ่งคือรู้สึกลมหายใจทั้งสายตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเป็นคำอธิบายของคัมภีร์วิสุทธิมรรค อีกแบบหนึ่งคือรู้สึกลมหายใจในกายทั้งตัว ปัจจุบันสอนกันทั้งสองแบบ เลือกแบบหนึ่งแล้วอยู่กับแบบนั้น
- อย่าไล่ตามปีติและสุข (ขั้นที่ 5 และ 6) ถ้าลมหายใจสงบลงแล้วสองอย่างนี้เกิดขึ้น ก็รู้ไว้ ถ้าไม่เกิด ก็ฝึกความสงบต่อไป
- ขั้นที่ 13 ถึง 16 ฝึกได้ในการนั่งทุกครั้ง สังเกตว่าลมหายใจแต่ละครั้ง ความรู้สึกแต่ละอย่าง และความคิดแต่ละเรื่องกำลังเปลี่ยนไป แล้วปล่อยวาง
- ใช้หมวดที่สามเป็นเครื่องตรวจ ถ้าใจหดหู่ ให้ทำใจให้เบิกบาน (ขั้นที่ 10) ถ้าใจฟุ้งซ่าน ให้ตั้งใจให้มั่น (ขั้นที่ 11)
วิธีฝึกทีละขั้นแบบปฏิบัติได้จริง ดูได้ที่หน้าอานาปานสติ ลมหายใจยังเป็นจุดที่ความสงบและการเห็นแจ้งมาบรรจบกัน ซึ่งอธิบายไว้ในหน้าสมถะและวิปัสสนา อานาปานสติสูตรเหมาะกับผู้ที่ชอบมีอารมณ์เดียวไว้ตลอดทาง เพราะลมหายใจอยู่กับเราเสมอ
พระสูตรฉบับแปล
ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของมิคารมารดา ในบุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี พร้อมด้วยพระเถระสาวกผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักหลายรูป คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ และพระเถระสาวกผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักรูปอื่น ๆ
ภาษาบาลี
เอวัง เม สุตัง
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ ปุพพาราเม มิคาระมาตุปาสาเท สัมพะหุเลหิ อะภิญญาเตหิ อะภิญญาเตหิ เถเรหิ สาวะเกหิ สัทธิง
อายัสมะตา จะ สาริปุตเตนะ อายัสมะตา จะ มะหาโมคคัลลาเนนะ อายัสมะตา จะ มะหากัสสะเปนะ อายัสมะตา จะ มะหากัจจายะเนนะ อายัสมะตา จะ มะหาโกฏฐิเกนะ อายัสมะตา จะ มะหากัปปิเนนะ อายัสมะตา จะ มะหาจุนเทนะ อายัสมะตา จะ อะนุรุทเธนะ อายัสมะตา จะ เรวะเตนะ อายัสมะตา จะ อานันเทนะ อัญเญหิ จะ อะภิญญาเตหิ อะภิญญาเตหิ เถเรหิ สาวะเกหิ สัทธิง
สมัยนั้น พระเถระทั้งหลายกำลังสอนและแนะนำภิกษุใหม่ พระเถระบางรูปสอนและแนะนำภิกษุสิบรูป บางรูปสอนและแนะนำยี่สิบรูป บางรูปสอนและแนะนำสามสิบรูป บางรูปสอนและแนะนำสี่สิบรูป ภิกษุใหม่เหล่านั้น เมื่อได้รับคำสอนและคำแนะนำจากพระเถระ ก็ได้รู้คุณวิเศษอันยิ่งใหญ่ที่สูงขึ้นไปกว่าเดิมตามลำดับ
ภาษาบาลี
เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ เถรา ภิกขู นะเว ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ
อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู ทะสะปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู วีสัมปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู ติงสัมปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู จัตตารีสัมปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ
เต จะ นะวา ภิกขู เถเรหิ ภิกขูหิ โอวะทิยะมานา อะนุสาสิยะมานา อุฬารัง ปุพเพนาปะรัง วิเสสัง ชานันติ
สมัยนั้น เป็นวันอุโบสถ ขึ้นสิบห้าค่ำ เป็นวันปวารณา ในคืนวันเพ็ญ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งกลางแจ้ง มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ซึ่งนั่งนิ่งเงียบอยู่ แล้วตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
ภาษาบาลี
เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ ภะคะวา ตะทะหุโปสะเถ ปันนะระเส ปะวาระณายะ ปุณณายะ ปุณณะมายะ รัตติยา ภิกขุสังฆะปะริวุโต อัพโภกาเส นิสินโน โหติ
อะถะ โข ภะคะวา ตุณหีภูตัง ตุณหีภูตัง ภิกขุสังฆัง อะนุวิโลเกตวา ภิกขู อามันเตสิ
ภิกษุทั้งหลาย เราพอใจในข้อปฏิบัตินี้ ภิกษุทั้งหลาย จิตของเราพอใจในข้อปฏิบัตินี้ เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเริ่มความเพียรให้มากยิ่งขึ้นอีก เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เราจะรออยู่ที่เมืองสาวัตถีนี้แหละ จนถึงวันเพ็ญโกมุทีในเดือนที่สี่ (ของฤดูฝน)
ภาษาบาลี
อารัทโธสมิ ภิกขะเว อิมายะ ปะฏิปะทายะ
อารัทธะจิตโตสมิ ภิกขะเว อิมายะ ปะฏิปะทายะ
ตัสมาติหะ ภิกขะเว ภิยโยโส มัตตายะ วีริยัง อาระภะถะ อัปปัตตัสสะ ปัตติยา อะนะธิคะตัสสะ อะธิคะมายะ อะสัจฉิกะตัสสะ สัจฉิกิริยายะ
อิเธวาหัง สาวัตถิยัง โกมุทิง จาตุมาสินิง อาคะเมสสามี ติ
ภิกษุชาวชนบททั้งหลายได้ยินข่าวว่า พระผู้มีพระภาคจะทรงรออยู่ที่เมืองสาวัตถีนั้นเอง จนถึงวันเพ็ญโกมุทีในเดือนที่สี่ ภิกษุชาวชนบทเหล่านั้นจึงพากันมายังเมืองสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ภาษาบาลี
อัสโสสุง โข ชานะปะทา ภิกขู
ภะคะวา กิระ ตัตเถวะ สาวัตถิยัง โกมุทิง จาตุมาสินิง อาคะเมสสะตี ติ
เต ชานะปะทา ภิกขู สาวัตถิง โอสะรันติ ภะคะวันตัง ทัสสะนายะ
พระเถระทั้งหลายก็ยิ่งสอนและแนะนำภิกษุใหม่มากขึ้นอีก พระเถระบางรูปสอนและแนะนำภิกษุสิบรูป บางรูปสอนและแนะนำยี่สิบรูป บางรูปสอนและแนะนำสามสิบรูป บางรูปสอนและแนะนำสี่สิบรูป ภิกษุใหม่เหล่านั้น เมื่อได้รับคำสอนและคำแนะนำจากพระเถระ ก็ได้รู้คุณวิเศษอันยิ่งใหญ่ที่สูงขึ้นไปกว่าเดิมตามลำดับ
ภาษาบาลี
เต จะ โข เถรา ภิกขู ภิยโยโส มัตตายะ นะเว ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ
อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู ทะสะปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู วีสัมปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู ติงสัมปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ อัปเปกัจเจ เถรา ภิกขู จัตตารีสัมปิ ภิกขู โอวะทันติ อะนุสาสันติ
เต จะ นะวา ภิกขู เถเรหิ ภิกขูหิ โอวะทิยะมานา อะนุสาสิยะมานา อุฬารัง ปุพเพนาปะรัง วิเสสัง ชานันติ
สมัยนั้น เป็นวันอุโบสถ ขึ้นสิบห้าค่ำ ในคืนวันเพ็ญโกมุทีในเดือนที่สี่ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งกลางแจ้ง มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลียวดูภิกษุสงฆ์ซึ่งนั่งนิ่งเงียบอยู่ แล้วตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
ภาษาบาลี
เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ ภะคะวา ตะทะหุโปสะเถ ปันนะระเส โกมุทิยา จาตุมาสินิยา ปุณณายะ ปุณณะมายะ รัตติยา ภิกขุสังฆะปะริวุโต อัพโภกาเส นิสินโน โหติ
อะถะ โข ภะคะวา ตุณหีภูตัง ตุณหีภูตัง ภิกขุสังฆัง อะนุวิโลเกตวา ภิกขู อามันเตสิ
ภิกษุทั้งหลาย ที่ประชุมนี้ไม่มีแกลบปน ภิกษุทั้งหลาย ที่ประชุมนี้ปราศจากแกลบ บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในแก่น ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้เป็นเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ที่ประชุมนี้เป็นเช่นนั้น คือเป็นที่ประชุมที่ควรแก่ของที่นำมาบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การประนมมือไหว้ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้เป็นเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ที่ประชุมนี้เป็นเช่นนั้น คือเป็นที่ประชุมที่ให้ของแม้น้อยก็มีผลมาก ให้มากก็มีผลมากยิ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้เป็นเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ที่ประชุมนี้เป็นเช่นนั้น คือเป็นที่ประชุมที่หาดูได้ยากในโลก ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้เป็นเช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ที่ประชุมนี้เป็นเช่นนั้น คือเป็นที่ประชุมที่ควรเดินทางไปดูแม้ไกลหลายโยชน์ แม้จะต้องห่อเสบียงไปเองก็ตาม
ภาษาบาลี
อะปะลาปายัง ภิกขะเว ปะริสา นิปปะลาปายัง ภิกขะเว ปะริสา สุทธา สาเร ปะติฏฐิตา
ตะถารูโป อะยัง ภิกขะเว ภิกขุสังโฆ ตะถารูปา อะยัง ภิกขะเว ปะริสา
ยะถารูปา ปะริสา อาหุเนยยา ปาหุเนยยา ทักขิเณยยา อัญชะลิกะระณียา อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ
ตะถารูโป อะยัง ภิกขะเว ภิกขุสังโฆ ตะถารูปา อะยัง ภิกขะเว ปะริสา
ยะถารูปายะ ปะริสายะ อัปปัง ทินนัง พะหุ โหติ พะหุ ทินนัง พะหุตะรัง
ตะถารูโป อะยัง ภิกขะเว ภิกขุสังโฆ ตะถารูปา อะยัง ภิกขะเว ปะริสา
ยะถารูปา ปะริสา ทุลละภา ทัสสะนายะ โลกัสสะ
ตะถารูโป อะยัง ภิกขะเว ภิกขุสังโฆ ตะถารูปา อะยัง ภิกขะเว ปะริสา
ยะถารูปัง ปะริสัง อะลัง โยชะนะคะณะนานิ ทัสสะนายะ คันตุง ปุโฏเสนาปิ
ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว วางภาระลงแล้ว บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นสังโยชน์ที่ผูกไว้กับภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้
ภาษาบาลี
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ อะระหันโต ขีณาสะวา วุสิตะวันโต กะตะกะระณียา โอหิตะภารา อะนุปปัตตะสะทัตถา ปะริกขีณะภะวะสังโยชะนา สัมมะทัญญาวิมุตตา
เอวะรูปาปิ ภิกขะเว สันติ ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ
ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้สิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำห้าประการ เป็นผู้เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ) จะปรินิพพานในภพนั้น ไม่ต้องเวียนกลับมาจากโลกนั้นอีก ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้
ภาษาบาลี
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ ปัญจันนัง โอรัมภาคิยานัง สังโยชะนานัง ปะริกขะยา โอปะปาติกา ตัตถะ ปะรินิพพายิโน อะนาวัตติธัมมา ตัสมา โลกา
เอวะรูปาปิ ภิกขะเว สันติ ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ
ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้สิ้นสังโยชน์สามประการ และมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง เป็นพระสกทาคามี จะกลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้
ภาษาบาลี
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ ติณณัง สังโยชะนานัง ปะริกขะยา ราคะโทสะโมหานัง ตะนุตตา สะกะทาคามิโน สะกิเทวะ อิมัง โลกัง อาคันตวา ทุกขัสสันตัง กะริสสันติ
เอวะรูปาปิ ภิกขะเว สันติ ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ
ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้สิ้นสังโยชน์สามประการ เป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางตกไปสู่ที่ชั่ว เป็นผู้แน่นอน มีความตรัสรู้เป็นที่หมายข้างหน้า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้
ภาษาบาลี
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ ติณณัง สังโยชะนานัง ปะริกขะยา โสตาปันนา อะวินิปาตะธัมมา นิยะตา สัมโพธิปะรายะนา
เอวะรูปาปิ ภิกขะเว สันติ ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ
ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้หมั่นประกอบการเจริญสติปัฏฐานสี่อยู่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้
ภาษาบาลี
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ จะตุนนัง สะติปัฏฐานานัง ภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ
เอวะรูปาปิ ภิกขะเว สันติ ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ
ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้หมั่นประกอบการเจริญสัมมัปปธานสี่ (ความเพียรชอบ) อยู่ ฯลฯ อิทธิบาทสี่ ฯลฯ อินทรีย์ห้า ฯลฯ พละห้า ฯลฯ โพชฌงค์เจ็ด ฯลฯ ผู้หมั่นประกอบการเจริญอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้ ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้หมั่นประกอบการเจริญเมตตาอยู่ ฯลฯ ผู้หมั่นประกอบการเจริญกรุณาอยู่ ฯลฯ ผู้หมั่นประกอบการเจริญมุทิตาอยู่ ฯลฯ ผู้หมั่นประกอบการเจริญอุเบกขาอยู่ ฯลฯ ผู้หมั่นประกอบการเจริญอสุภะ (การพิจารณาความไม่งาม) อยู่ ฯลฯ ผู้หมั่นประกอบการเจริญอนิจจสัญญา (การกำหนดหมายความไม่เที่ยง) อยู่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์นี้ ภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์นี้ มีภิกษุผู้หมั่นประกอบการเจริญอานาปานสติอยู่
ภาษาบาลี
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ จะตุนนัง สัมมัปปะธานานัง ภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ ฯลฯ
จะตุนนัง อิทธิปาทานัง ฯลฯ
ปัญจันนัง อินทริยานัง ฯลฯ
ปัญจันนัง พะลานัง ฯลฯ
สัตตันนัง โพชฌังคานัง ฯลฯ
อะริยัสสะ อัฏฐังคิกัสสะ มัคคัสสะ ภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ
เอวะรูปาปิ ภิกขะเว สันติ ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ เมตตาภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ ฯลฯ
กะรุณาภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ ฯลฯ
มุทิตาภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ ฯลฯ
อุเปกขาภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ ฯลฯ
อะสุภะภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ ฯลฯ
อะนิจจะสัญญาภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ
เอวะรูปาปิ ภิกขะเว สันติ ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ
สันติ ภิกขะเว ภิกขู อิมัสมิง ภิกขุสังเฆ อานาปานัสสะติภาวะนานุโยคะมะนุยุตตา วิหะรันติ
ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ (การมีสติกับลมหายใจเข้าออก) ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก อานาปานสติที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐานสี่ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์ โพชฌงค์เจ็ดที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติ (ความรู้แจ้งและความหลุดพ้น) ให้บริบูรณ์
ภาษาบาลี
อานาปานัสสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
อานาปานัสสะติ ภิกขะเว ภาวิตา พะหุลีกะตา จัตตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรติ
จัตตาโร สะติปัฏฐานา ภาวิตา พะหุลีกะตา สัตตะ โพชฌังเค ปะริปูเรนติ
สัตตะ โพชฌังคา ภาวิตา พะหุลีกะตา วิชชาวิมุตติง ปะริปูเรนติ
ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่เจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ภาษาบาลี
กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว อานาปานัสสะติ กะถัง พะหุลีกะตา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง แล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
ภาษาบาลี
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุญญาคาระคะโต วา นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตวา อุชุง กายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปตวา
โส สะโตวะ อัสสะสะติ สะโตวะ ปัสสะสะติ
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำกายสังขาร (ความปรุงแต่งทางกาย) ให้สงบระงับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำกายสังขารให้สงบระงับ
ภาษาบาลี
ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ ทีฆัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ
รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ
สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงปีติ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงปีติ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงสุข ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงสุข ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงจิตตสังขาร (ความปรุงแต่งทางจิต) ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงจิตตสังขาร ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำจิตตสังขารให้สงบระงับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำจิตตสังขารให้สงบระงับ
ภาษาบาลี
ปีติปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปีติปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
สุขะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สุขะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงจิต ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงจิต ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำจิตให้เบิกบาน ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำจิตให้เบิกบาน ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตั้งจิตให้มั่นเป็นสมาธิ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตั้งจิตให้มั่นเป็นสมาธิ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยปล่อยจิตให้หลุดพ้น ฝึกว่า จะหายใจออกโดยปล่อยจิตให้หลุดพ้น
ภาษาบาลี
จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ จิตตะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สะมาทะหัง จิตตัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ วิโมจะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูความไม่เที่ยง ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูความไม่เที่ยง ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูความจางคลาย ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูความจางคลาย ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูความดับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูความดับ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูการปล่อยวาง ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูการปล่อยวาง
ภาษาบาลี
อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
วิราคานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ วิราคานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
นิโรธานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปะฏินิสสัคคานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปะฏินิสสัคคานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ภาษาบาลี
เอวัง ภาวิตา โข ภิกขะเว อานาปานัสสะติ เอวัง พะหุลีกะตา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา
ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่เจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์
ภาษาบาลี
กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว อานาปานัสสะติ กะถัง พะหุลีกะตา จัตตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรติ
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุ เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกทั่วทั้งกาย ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำกายสังขารให้สงบระงับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำกายสังขารให้สงบระงับ ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนี้ เป็นกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้
ภาษาบาลี
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ ทีฆัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ
รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะสามี ติ ปะชานาติ รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามี ติ ปะชานาติ
สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
กาเย กายานุปัสสี ภิกขะเว ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
กาเยสุ กายัญญะตะราหัง ภิกขะเว เอวัง วะทามิ ยะทิทัง อัสสาสะปัสสาสา
ตัสมาติหะ ภิกขะเว กาเย กายานุปัสสี ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงปีติ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงปีติ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงสุข ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงสุข ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงจิตตสังขาร ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงจิตตสังขาร ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำจิตตสังขารให้สงบระงับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำจิตตสังขารให้สงบระงับ ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าการใส่ใจลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นอย่างดีนี้ เป็นเวทนาอย่างหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้
ภาษาบาลี
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ ปีติปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปีติปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
สุขะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สุขะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ จิตตะสังขาระปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปัสสัมภะยัง จิตตะสังขารัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี ภิกขะเว ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
เวทะนาสุ เวทะนาญญะตะราหัง ภิกขะเว เอวัง วะทามิ ยะทิทัง อัสสาสะปัสสาสานัง สาธุกัง มะนะสิการัง
ตัสมาติหะ ภิกขะเว เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยรู้สึกถึงจิต ฝึกว่า จะหายใจออกโดยรู้สึกถึงจิต ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยทำจิตให้เบิกบาน ฝึกว่า จะหายใจออกโดยทำจิตให้เบิกบาน ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตั้งจิตให้มั่นเป็นสมาธิ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตั้งจิตให้มั่นเป็นสมาธิ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยปล่อยจิตให้หลุดพ้น ฝึกว่า จะหายใจออกโดยปล่อยจิตให้หลุดพ้น ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวว่าอานาปานสติจะมีแก่ผู้ที่หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้
ภาษาบาลี
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ จิตตะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ จิตตะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ อะภิปปะโมทะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
สะมาทะหัง จิตตัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ สะมาทะหัง จิตตัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
วิโมจะยัง จิตตัง อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ วิโมจะยัง จิตตัง ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
จิตเต จิตตานุปัสสี ภิกขะเว ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
นาหัง ภิกขะเว มุฏฐัสสะติสสะ อะสัมปะชานัสสะ อานาปานัสสะติง วะทามิ
ตัสมาติหะ ภิกขะเว จิตเต จิตตานุปัสสี ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูความไม่เที่ยง ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูความไม่เที่ยง ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูความจางคลาย ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูความจางคลาย ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูความดับ ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูความดับ ฝึกว่า จะหายใจเข้าโดยตามดูการปล่อยวาง ฝึกว่า จะหายใจออกโดยตามดูการปล่อยวาง ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ ภิกษุนั้นเห็นการละความอยากได้และความไม่พอใจนั้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเฝ้าดูด้วยใจที่วางเป็นกลางเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้
ภาษาบาลี
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ อะนิจจานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ อะนิจจานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
วิราคานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ วิราคานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
นิโรธานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ นิโรธานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ปะฏินิสสัคคานุปัสสี อัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ ปะฏินิสสัคคานุปัสสี ปัสสะสิสสามี ติ สิกขะติ
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี ภิกขะเว ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
โส ยัง ตัง อะภิชฌาโทมะนัสสานัง ปะหานัง ตัง ปัญญายะ ทิสวา สาธุกัง อัชฌุเปกขิตา โหติ
ตัสมาติหะ ภิกขะเว ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติที่เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์
ภาษาบาลี
เอวัง ภาวิตา โข ภิกขะเว อานาปานัสสะติ เอวัง พะหุลีกะตา จัตตาโร สะติปัฏฐาเน ปะริปูเรติ
ภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐานสี่ที่เจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์
ภาษาบาลี
กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว จัตตาโร สะติปัฏฐานา กะถัง พะหุลีกะตา สัตตะ โพชฌังเค ปะริปูเรนติ
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุตามดูกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ สมัยนั้น สติของเธอก็ตั้งมั่น ไม่หลงลืม ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่สติของภิกษุตั้งมั่น ไม่หลงลืม สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มสติสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ และสติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง อุปัฏฐิตาสสะ ตัสมิง สะมะเย สะติ โหติ อะสัมมุฏฐา
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน อุปัฏฐิตา สะติ โหติ อะสัมมุฏฐา สะติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ สะติสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ สะติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ภิกษุนั้นเมื่อมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญา ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น เลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มธัมมวิจยสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ และธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
โส ตะถาสะโต วิหะรันโต ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะติ ปะวิจะยะติ ปะริวีมังสัง อาปัชชะติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ ตะถาสะโต วิหะรันโต ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะติ ปะวิจะยะติ ปะริวีมังสัง อาปัชชะติ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
เมื่อเธอเลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรของเธอก็ตื่นตัว ไม่ย่อหย่อน ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรของเธอตื่นตัว ไม่ย่อหย่อน สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มวิริยสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ และวิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
ตัสสะ ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะโต ปะวิจะยะโต ปะริวีมังสัง อาปัชชะโต อารัทธัง โหติ วีริยัง อะสัลลีนัง
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะโต ปะวิจะยะโต ปะริวีมังสัง อาปัชชะโต อารัทธัง โหติ วีริยัง อะสัลลีนัง วีริยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ วีริยะสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ วีริยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ปีติที่ไม่อิงอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้มีความเพียรตื่นตัว ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ปีติที่ไม่อิงอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้มีความเพียรตื่นตัว สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มปีติสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
อารัทธะวีริยัสสะ อุปปัชชะติ ปีติ นิรามิสา
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน อารัทธะวีริยัสสะ อุปปัชชะติ ปีติ นิรามิสา ปีติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ ปีติสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ ปีติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
เมื่อใจเปี่ยมด้วยปีติ กายก็สงบระงับ จิตก็สงบระงับ ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุมีใจเปี่ยมด้วยปีติ กายสงบระงับ จิตสงบระงับ สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มปัสสัทธิสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ และปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
ปีติมะนัสสะ กาโยปิ ปัสสัมภะติ จิตตัมปิ ปัสสัมภะติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน ปีติมะนัสสะ กาโยปิ ปัสสัมภะติ จิตตัมปิ ปัสสัมภะติ ปัสสัทธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ ปัสสัทธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
เมื่อกายสงบระงับ มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุมีกายสงบระงับ มีความสุข จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มสมาธิสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ และสมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
ปัสสัทธะกายัสสะ สุขิโน จิตตัง สะมาธิยะติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน ปัสสัทธะกายัสสะ สุขิโน จิตตัง สะมาธิยะติ สะมาธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ สะมาธิสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ สะมาธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ภิกษุนั้นย่อมเฝ้าดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยใจที่วางเป็นกลางเป็นอย่างดี ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุเฝ้าดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยใจที่วางเป็นกลางเป็นอย่างดี สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มอุเบกขาสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
โส ตะถาสะมาหิตัง จิตตัง สาธุกัง อัชฌุเปกขิตา โหติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ ตะถาสะมาหิตัง จิตตัง สาธุกัง อัชฌุเปกขิตา โหติ อุเปกขาสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ อุเปกขาสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ อุเปกขาสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ
ภาษาบาลี
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ เวทะนาสุ ฯลฯ
หรือตามดูจิตในจิตอยู่ ฯลฯ หรือตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ละความอยากได้และความไม่พอใจในโลกเสียได้ สมัยนั้น สติของเธอก็ตั้งมั่น ไม่หลงลืม ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่สติของภิกษุตั้งมั่น ไม่หลงลืม สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มสติสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ และสติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ ภิกษุนั้นเมื่อมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญา ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น เลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มธัมมวิจยสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ และธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ เมื่อเธอเลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรของเธอก็ตื่นตัว ไม่ย่อหย่อน ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา และไตร่ตรองธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรของเธอตื่นตัว ไม่ย่อหย่อน สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มวิริยสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ และวิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ ปีติที่ไม่อิงอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้มีความเพียรตื่นตัว ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ปีติที่ไม่อิงอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้มีความเพียรตื่นตัว สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มปีติสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ เมื่อใจเปี่ยมด้วยปีติ กายก็สงบระงับ จิตก็สงบระงับ ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุมีใจเปี่ยมด้วยปีติ กายสงบระงับ จิตสงบระงับ สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มปัสสัทธิสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ และปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ เมื่อกายสงบระงับ มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุมีกายสงบระงับ มีความสุข จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มสมาธิสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ และสมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
จิตเต ฯลฯ
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง อุปัฏฐิตาสสะ ตัสมิง สะมะเย สะติ โหติ อะสัมมุฏฐา
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน อุปัฏฐิตา สะติ โหติ อะสัมมุฏฐา สะติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ สะติสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ สะติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
โส ตะถาสะโต วิหะรันโต ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะติ ปะวิจะยะติ ปะริวีมังสัง อาปัชชะติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ ตะถาสะโต วิหะรันโต ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะติ ปะวิจะยะติ ปะริวีมังสัง อาปัชชะติ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ตัสสะ ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะโต ปะวิจะยะโต ปะริวีมังสัง อาปัชชะโต อารัทธัง โหติ วีริยัง อะสัลลีนัง
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน ตัง ธัมมัง ปัญญายะ ปะวิจินะโต ปะวิจะยะโต ปะริวีมังสัง อาปัชชะโต อารัทธัง โหติ วีริยัง อะสัลลีนัง วีริยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ วีริยะสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ วีริยะสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
อารัทธะวีริยัสสะ อุปปัชชะติ ปีติ นิรามิสา
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน อารัทธะวีริยัสสะ อุปปัชชะติ ปีติ นิรามิสา ปีติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ ปีติสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ ปีติสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ปีติมะนัสสะ กาโยปิ ปัสสัมภะติ จิตตัมปิ ปัสสัมภะติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน ปีติมะนัสสะ กาโยปิ ปัสสัมภะติ จิตตัมปิ ปัสสัมภะติ ปัสสัทธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ ปัสสัทธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ปัสสัทธะกายัสสะ สุขิโน จิตตัง สะมาธิยะติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุโน ปัสสัทธะกายัสสะ สุขิโน จิตตัง สะมาธิยะติ สะมาธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ สะมาธิสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ สะมาธิสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ภิกษุนั้นย่อมเฝ้าดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยใจที่วางเป็นกลางเป็นอย่างดี ภิกษุทั้งหลาย สมัยใดที่ภิกษุเฝ้าดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยใจที่วางเป็นกลางเป็นอย่างดี สมัยนั้น ภิกษุได้เริ่มอุเบกขาสัมโพชฌงค์แล้ว ภิกษุย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยการเจริญ
ภาษาบาลี
โส ตะถาสะมาหิตัง จิตตัง สาธุกัง อัชฌุเปกขิตา โหติ
ยัสมิง สะมะเย ภิกขะเว ภิกขุ ตะถาสะมาหิตัง จิตตัง สาธุกัง อัชฌุเปกขิตา โหติ อุเปกขาสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน อารัทโธ โหติ อุเปกขาสัมโพชฌังคัง ตัสมิง สะมะเย ภิกขุ ภาเวติ อุเปกขาสัมโพชฌังโค ตัสมิง สะมะเย ภิกขุโน ภาวะนาปาริปูริง คัจฉะติ
ภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐานสี่ที่เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์
ภาษาบาลี
เอวัง ภาวิตา โข ภิกขะเว จัตตาโร สะติปัฏฐานา เอวัง พะหุลีกะตา สัตตะ สัมโพชฌังเค ปะริปูเรนติ
ภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์เจ็ดที่เจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์
ภาษาบาลี
กะถัง ภาวิตา จะ ภิกขะเว สัตตะ โพชฌังคา กะถัง พะหุลีกะตา วิชชาวิมุตติง ปะริปูเรนติ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสติสัมโพชฌงค์ ที่อาศัยความสงัด อาศัยความจางคลาย อาศัยความดับ และน้อมไปสู่การปล่อยวาง เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่อาศัยความสงัด อาศัยความจางคลาย อาศัยความดับ และน้อมไปสู่การปล่อยวาง
ภาษาบาลี
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ สะติสัมโพชฌังคัง ภาเวติ วิเวกะนิสสิตัง วิราคะนิสสิตัง นิโรธะนิสสิตัง โวสสัคคะปะริณามิง
ธัมมะวิจะยะสัมโพชฌังคัง ภาเวติ ฯลฯ
วีริยะสัมโพชฌังคัง ภาเวติ ฯลฯ
ปีติสัมโพชฌังคัง ภาเวติ ฯลฯ
ปัสสัทธิสัมโพชฌังคัง ภาเวติ ฯลฯ
สะมาธิสัมโพชฌังคัง ภาเวติ ฯลฯ
อุเปกขาสัมโพชฌังคัง ภาเวติ วิเวกะนิสสิตัง วิราคะนิสสิตัง นิโรธะนิสสิตัง โวสสัคคะปะริณามิง
ภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์เจ็ดที่เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
ภาษาบาลี
เอวัง ภาวิตา โข ภิกขะเว สัตตะ โพชฌังคา เอวัง พะหุลีกะตา วิชชาวิมุตติง ปะริปูเรนตี ติ
อิทะมะโวจะ ภะคะวา
อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติ
แปลด้วยเครื่องจากต้นฉบับ: อานาปานสติสูตร (MN 118) · จูฬเวทัลลสูตร (MN 44) · คัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์
อ่านต่อ

สติรู้ลมหายใจ (อานาปานสติ): คู่มือฝึกปฏิบัติ
สติรู้ลมหายใจทีละขั้น: รู้ลมตรงไหน การนับลม ลมยาวและลมสั้น 16 ขั้นโดยย่อ ความสงบและปัญญา และปัญหาที่พบบ่อย

สมถะ วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร และฝึกคู่กันอย่างไร
สมถะคือการฝึกใจให้สงบ วิปัสสนาคือการฝึกปัญญาให้เห็นจริง เทียบกันข้อต่อข้อตามพระสูตร และวิธีใช้คู่กัน

สติปัฏฐานสูตร (MN 10): คำอธิบายและคำแปล
สติปัฏฐานสูตร (MN 10) คือคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องสติปัฏฐาน 4 คำอธิบายพระสูตรอย่างสั้น ตามด้วยคำแปลฉบับเต็ม