Vipassana Info EN

หน้าแรก · หลักธรรม

โลกธรรม 8 คืออะไร มีอะไรบ้าง และวิธีวางใจเมื่อถูกกระทบ

โลกธรรม 8 คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ เรื่องที่ทุกคนต้องพบ และวิธีไม่ให้มันครอบงำใจ

โลกธรรม 8 คือเรื่องแปดอย่างที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในโลก ได้แก่ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ จัดเป็นสี่คู่ ในแต่ละคู่มีฝ่ายที่คนอยากได้และฝ่ายที่ไม่อยากได้ ในโลกธัมมสูตร (AN 8.6) พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกธรรมทั้งแปดหมุนไปตามโลก และโลกก็หมุนไปตามโลกธรรมทั้งแปด ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ทั้งคนทั่วไปและผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนเป็นอริยะแล้วก็ต้องพบเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ใจตอบสนองอย่างไร หน้านี้อธิบายว่าโลกธรรม 8 คืออะไร มีอะไรบ้าง ตามถ้อยคำในพระสูตรและในนวโกวาท เป็นธรรมะเตือนใจในเรื่องใด พร้อมตัวอย่างในชีวิตประจำวัน และวิธีรับมือเมื่อถูกกระทบ

โลกธรรม 8 คืออะไร หมายถึงอะไร

คำว่า โลกธรรม มาจาก โลก กับ ธรรม แปลตรงตัวว่า ธรรมของโลก หมายถึงสภาพที่มากับการมีชีวิตอยู่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นใคร รวยหรือจน มีตำแหน่งหรือไม่มี ก็ต้องพบทั้งแปดอย่างนี้สลับกันไป พระสูตรเปิดด้วยประโยคนี้

อัฏฐิเม ภิกขะเว โลกะธัมมา โลกัง อะนุปะริวัตตันติ
โลโก จะ อัฏฐะ โลกะธัมเม อะนุปะริวัตตะติ
กะตะเม อัฏฐะ
ลาโภ จะ อะลาโภ จะ ยะโส จะ อะยะโส จะ
นินทา จะ ปะสังสา จะ สุขัญจะ ทุกขัญจะ

ภิกษุทั้งหลาย โลกธรรมแปดประการนี้หมุนไปตามโลก และโลกก็หมุนไปตามโลกธรรมแปดประการ แปดประการคืออะไร คือ ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์

AN 8.6

นวโกวาท ตำราธรรมพื้นฐานสำหรับผู้เรียนนักธรรมชั้นตรี ให้ความหมายของโลกธรรมไว้ในหมวดธรรมวิภาค ถ้อยคำตามต้นฉบับมีดังนี้ “ธรรมที่ครอบงำสัตวโลกอยู่ และสัตวโลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น เรียกว่าโลกธรรม” นี่คือคำตอบตรง ๆ ว่าโลกธรรม 8 หมายถึงอะไร คือสภาพแปดอย่างที่ครอบงำใจคนในโลก และคนก็ใช้ชีวิตไปตามมัน ดีใจเมื่อได้ เสียใจเมื่อเสีย

ต้นไม้เก่าแก่ยืนต้นมั่นคงกลางลมแรงบนเนินเขา
ต้นไม้เก่าแก่ยืนต้นมั่นคงกลางลมแรงบนเนินเขา

โลกธรรม 8 มีอะไรบ้าง

นวโกวาทแจกโลกธรรม 8 ประการไว้ดังนี้ (ถ้อยคำตามต้นฉบับ)

  1. มีลาภ
  2. ไม่มีลาภ
  3. มียศ
  4. ไม่มียศ
  5. นินทา
  6. สรรเสริญ
  7. สุข
  8. ทุกข์

คำที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันคือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ ความหมายเหมือนกัน โลกธรรม 8 แต่ละคู่มีรายละเอียดดังนี้

  • ได้ลาภ เสื่อมลาภ (ลาภะ อะลาภะ) การได้และการเสียทรัพย์สิน เงินทอง สิ่งของ และโอกาส เช่น ได้ขึ้นเงินเดือน ค้าขายได้กำไร หรือตรงข้าม ขาดทุน ของหาย ตกงาน
  • ได้ยศ เสื่อมยศ (ยะสะ อะยะสะ) ในภาษาบาลี ยศหมายถึงทั้งชื่อเสียง ฐานะ และผู้คนที่แวดล้อม ได้ยศคือได้ตำแหน่ง ได้รับความนับถือ มีคนติดตาม เสื่อมยศคือเสียสิ่งเหล่านั้นไป ถูกลดตำแหน่ง หรือคนรอบตัวจากไป
  • นินทา สรรเสริญ (นินทา ปะสังสา) การถูกติเตียนและการได้รับคำชม ไม่ว่าต่อหน้า ลับหลัง หรือในโลกออนไลน์ คำติอาจมีส่วนจริงหรือไม่จริงก็ได้ คำชมก็เช่นกัน
  • สุข ทุกข์ (สุขะ ทุกขะ) ความสบายและความเจ็บปวด ทั้งทางกายและทางใจ เช่น สุขภาพดี ได้พักผ่อน หรือเจ็บป่วย เหนื่อยล้า เศร้าใจ

สังเกตว่ายศกับนินทาสรรเสริญเป็นคนละเรื่องกัน ยศเกี่ยวกับฐานะและคนรอบตัว ส่วนนินทาสรรเสริญเกี่ยวกับคำพูดของคนอื่น คนที่มียศสูงก็ยังถูกนินทาได้ และคนที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลยก็ได้รับคำชมได้

ฝ่ายที่น่าปรารถนา และฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนา

โลกธรรม 8 แบ่งได้เป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่คนปรารถนา คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ และสุข ฝ่ายที่ไม่ปรารถนา คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ ในคำสอนภาษาไทยมักเรียกฝ่ายแรกว่า อิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา) และฝ่ายหลังว่า อนิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา) คาถาท้ายพระสูตรก็ใช้คำคู่นี้ คือ อิฏฐะ และ อนิฏฐะ

สิ่งที่น่าคิดคือ พระสูตรไม่ได้บอกว่าฝ่ายแรกดีและฝ่ายหลังร้าย แต่บอกว่าทั้งแปดอย่างมีลักษณะเดียวกัน คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลาภที่ได้วันนี้ไม่ได้อยู่ถาวร คำชมวันนี้อาจกลายเป็นคำติพรุ่งนี้ และแม้ความสุขเองก็เป็นทุกข์ในความหมายของไตรลักษณ์ เพราะต้องเปลี่ยนไป คนที่ยึดฝ่ายที่ชอบไว้แน่น จึงเจ็บมากเมื่อมันเปลี่ยนเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบ

คนทั่วไปกับอริยสาวก ต่างกันตรงไหน

หัวใจของโลกธัมมสูตรอยู่ที่คำถามนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทั้งคนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาธรรม และอริยสาวกที่ได้ศึกษาแล้ว ต่างก็พบลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ เหมือนกัน แล้วความต่างอยู่ที่ไหน

คนทั่วไปเมื่อได้ลาภ ไม่ได้พิจารณาว่าลาภนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และจะแปรเปลี่ยนไป ไม่รู้ตามที่เป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ โลกธรรมทั้งแปดก็ครอบงำใจเขา เขายินดีเมื่อได้ลาภ ได้ยศ ได้คำชม และได้ความสุข และยินร้ายเมื่อเสียลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่วนอยู่กับการยินดียินร้ายเช่นนี้ ย่อมไม่พ้นจากการเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก และความทุกข์ทั้งหลาย

ส่วนอริยสาวกเมื่อได้ลาภ ก็พิจารณาอย่างนี้

อุปปันโน โข เม อะยัง ลาโภ
โส จะ โข อะนิจโจ ทุกโข วิปะริณามะธัมโม

ลาภนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว แต่ลาภนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

AN 8.6

เมื่อพิจารณาเช่นนี้กับทุกข้อ รวมทั้งความทุกข์เองด้วย คือ ทุกข์นี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว แต่มันก็ไม่เที่ยงและจะแปรเปลี่ยนไป โลกธรรมก็ไม่ครอบงำใจ ไม่ยินดีเกินไปเมื่อได้ ไม่ยินร้ายเมื่อเสีย พระสูตรเรียกสองอาการนี้ว่า อนุโรธ คือการยินดีเข้าหา และวิโรธ คือการยินร้ายต่อต้าน ผู้ที่ละทั้งสองได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพ้นจากทุกข์

นวโกวาทสรุปคำสอนนี้เป็นข้อปฏิบัติไว้ ถ้อยคำตามต้นฉบับว่า “ในโลกธรรม ๘ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามที่เป็นจริง อย่าให้มันครอบงำจิตได้ คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา”

คำว่า อย่ายินดี ไม่ได้แปลว่าห้ามดีใจเลย และ อย่ายินร้าย ไม่ได้แปลว่าต้องทำเป็นไม่รู้สึก ความรู้สึกเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ สิ่งที่ฝึกคือการไม่ให้มันยึดใจไว้จนตัดสินใจผิด หรือจมอยู่กับมันนาน การรู้ทันว่าสิ่งนี้มาแล้วและจะไป คือสิ่งที่ทำให้ใจกลับมาตั้งหลักได้เร็ว

โลกธรรม 8 เป็นธรรมะเตือนใจในเรื่องใด

คำถามนี้พบบ่อยในข้อสอบวิชาพระพุทธศาสนา คำตอบสั้น ๆ คือ โลกธรรม 8 เตือนใจให้รู้ว่า ความได้และความเสีย คำชมและคำติ ความสุขและความทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นกับทุกคน และไม่ควรปล่อยให้มันครอบงำใจ ไม่ลืมตัวเมื่อได้ และไม่ท้อแท้เมื่อเสีย ถ้าจะอธิบายให้ละเอียดขึ้น โลกธรรม 8 เตือนใจในสามเรื่อง

  1. ความไม่เที่ยง สิ่งที่ได้มาไม่ได้อยู่ตลอดไป และสิ่งที่เสียไปก็ไม่ใช่จุดจบ ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย
  2. คุณค่าของตัวเอง คุณค่าของคนไม่ได้วัดจากลาภ ยศ หรือคำชม แต่วัดจากการกระทำ คนที่ใช้โลกธรรมเป็นตัววัด จะขึ้นลงตามคำพูดของคนอื่นตลอดเวลา
  3. การกระทำ คนจำนวนมากทำผิดเพื่อให้ได้ลาภหรือยศ หรือเพื่อหนีคำติและความลำบาก ความลำเอียงเพราะรัก โกรธ หลง หรือกลัว ที่เรียกว่าอคติ 4 มักเกิดจากตรงนี้ ผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมจึงตัดสินใจได้ตรงกว่า

ใจที่ตั้งอยู่ได้เช่นนี้คือ อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง ข้อสุดท้ายของพรหมวิหาร 4 อุเบกขาไม่ใช่ความเฉยชา ไม่ใช่การไม่สนใจใคร แต่เป็นความมั่นคงของใจที่ยังทำหน้าที่ของตนได้เต็มที่ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นได้หรือเสีย

ตัวอย่างโลกธรรม 8 ในชีวิตประจำวัน

  • ที่ทำงาน ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วเผลอคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น หรือถูกย้ายงานแล้วรู้สึกว่าชีวิตพัง ทั้งสองแบบคือโลกธรรมเรื่องยศกำลังครอบงำใจ การพิจารณาว่าตำแหน่งนี้มาแล้วก็ไปได้ ช่วยให้ทำงานต่อไปได้อย่างมั่นคง
  • เรื่องเงิน ค้าขายได้กำไรแล้วใช้จ่ายเกินตัว หรือขาดทุนแล้วเครียดจนนอนไม่หลับ ลาภและเสื่อมลาภทำให้คนตัดสินใจผิดได้ทั้งสองทาง
  • ในโลกออนไลน์ โพสต์ที่มีคนกดถูกใจมากทำให้ใจฟู ส่วนความเห็นแย่ ๆ เพียงความเห็นเดียวกลับวนอยู่ในหัวทั้งวัน นี่คือสรรเสริญและนินทาในรูปแบบใหม่ ลองสังเกตว่าเราเปิดดูยอดถูกใจบ่อยแค่ไหน
  • เรื่องสุขภาพ ช่วงที่ร่างกายแข็งแรง เรามักลืมว่าวันหนึ่งจะเจ็บป่วย เมื่อป่วยก็ทุกข์ใจซ้ำเติมความเจ็บกาย ทุกข์ทางกายเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ใจที่ต่อเติมขึ้นมาลดลงได้ด้วยการพิจารณา
  • ในครอบครัว ลูกได้รางวัลแล้วพ่อแม่ภูมิใจ ลูกสอบตกแล้วผิดหวัง ความรักไม่ควรขึ้นลงตามผลสอบ การเห็นโลกธรรมช่วยให้รักกันได้มั่นคงกว่าเดิม

วิธีรับมือเมื่อโลกธรรมมากระทบ

  1. รู้ว่าอะไรมาถึง เรียกชื่อในใจให้ชัด เช่น นี่คือคำนินทา นี่คือเสื่อมลาภ การเรียกชื่อช่วยให้ใจถอยออกมาดูได้หนึ่งก้าว
  2. ใช้ประโยคของพระสูตร สิ่งนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว แต่มันไม่เที่ยง และจะเปลี่ยนไป พูดในใจช้า ๆ ทั้งในวันที่ได้และวันที่เสีย
  3. หายใจช้า ๆ สักครั้งก่อนตอบโต้ คำพูดและการตัดสินใจที่ออกมาตอนใจถูกครอบงำ มักเป็นสิ่งที่ต้องตามแก้ทีหลัง
  4. ถ้าเป็นคำติ ฟังให้จบ ถ้ามีส่วนจริงก็นำไปแก้ไข ถ้าไม่จริงก็วางไว้ ไม่ต้องให้มันอยู่ในใจทั้งวัน
  5. ถ้าเป็นลาภหรือคำชม ยินดีได้ แบ่งปันได้ แต่อย่าใช้มันเป็นตัววัดคุณค่าของตัวเอง
  6. ฝึกสติเป็นประจำ เมื่อเห็นความรู้สึกสุข ทุกข์ ชอบ และไม่ชอบ เกิดขึ้นแล้วดับไปในเวลานั่งสมาธิ ก็จะเห็นมันได้เร็วขึ้นในชีวิตจริง การดูความรู้สึกเช่นนี้คือหมวดเวทนาในสติปัฏฐาน 4

ธรรมบทมีสองคาถาที่เข้ากับเรื่องนี้ คาถาหนึ่งเตือนว่า เรื่องนี้เป็นของเก่า ไม่ใช่เพิ่งมีในวันนี้ คนนั่งนิ่งก็ถูกนินทา คนพูดมากก็ถูกนินทา คนพูดพอประมาณก็ยังถูกนินทา ไม่มีใครในโลกที่ไม่ถูกนินทา (Dhp 227) อีกคาถาหนึ่งเปรียบว่า ภูเขาหินที่เป็นแท่งทึบไม่สะเทือนเพราะลมฉันใด บัณฑิตก็ไม่หวั่นไหวเพราะคำนินทาและสรรเสริญฉันนั้น (Dhp 81)

คาถาท้ายพระสูตร: จิตที่ไม่หวั่นไหว

โลกธัมมสูตรจบด้วยคาถาที่สรุปคำสอนทั้งหมดไว้

ลาโภ อะลาโภ จะ ยะสายะโส จะ
นินทา ปะสังสา จะ สุขัง ทุขัญจะ
เอเต อะนิจจา มะนุเชสุ ธัมมา
อะสัสสะตา วิปะริณามะธัมมา
เอเต จะ ญัตวา สะติมา สุเมโธ
อะเวกขะติ วิปะริณามะธัมเม
อิฏฐัสสะ ธัมมา นะ มะเถนติ จิตตัง
อะนิฏฐะโต โน ปะฏิฆาตะเมติ

ลาภและเสื่อมลาภ ยศและเสื่อมยศ นินทาและสรรเสริญ สุขและทุกข์ ธรรมเหล่านี้ในหมู่มนุษย์ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ผู้มีสติ มีปัญญาดี รู้สิ่งเหล่านี้แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่ามันแปรปรวนไป สิ่งที่น่าปรารถนาย่ำยีใจของเขาไม่ได้ และเขาก็ไม่ขัดเคืองต่อสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา

AN 8.6

ในมงคล 38 ประการ พระพุทธเจ้าก็นับจิตแบบนี้เป็นมงคลอันสูงสุดข้อหนึ่ง

ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ
จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ
อะโสกัง วิระชัง เขมัง
เอตัง มังคะละมุตตะมัง

ผู้ใดเมื่อถูกโลกธรรมกระทบแล้ว จิตไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี และเกษม นี่คือมงคลอันสูงสุด

Snp 2.4

สรุปโลกธรรม 8

  • โลกธรรม 8 คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ แบ่งเป็นฝ่ายที่น่าปรารถนาสี่ และไม่น่าปรารถนาสี่
  • ทุกคนต้องพบโลกธรรม 8 ทั้งคนทั่วไปและผู้ปฏิบัติธรรม ความต่างอยู่ที่การพิจารณา
  • ทั้งแปดอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
  • ข้อปฏิบัติคือ รู้ตามที่เป็นจริง ไม่ยินดีเกินไปในฝ่ายที่ปรารถนา และไม่ยินร้ายในฝ่ายที่ไม่ปรารถนา
  • ใจที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม 8 เป็นมงคลอันสูงสุดข้อหนึ่ง และฝึกได้ด้วยสติในชีวิตประจำวัน

เรียบเรียงจาก: ทุติยโลกธัมมสูตร (AN 8.6) · นวโกวาท (ธรรมวิภาค / คิหิปฏิบัติ) · มงคลสูตร (Snp 2.4) · ธรรมบท คาถาที่ 227 (Dhp 227) · ธรรมบท คาถาที่ 81 (Dhp 81)