มหาสติปัฏฐานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐

 

มหาสติปัฏฐานสูตร

บทนำ

มหาสติปัฏฐานสูตร ปรากฏเนื้อหาอยู่ในทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐[๑]และในมัชฌิมนิกาย  มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒[๒]ซึ่งมีข้อความเหมือนกัน แต่อรรถกถาได้ตั้งชื่อสูตรให้ต่างกันไป กล่าวคือเรียกชื่อสูตรนี้ในมัชฌิมนิกายว่า สติปัฏฐานสูตร และเรียกชื่อสูตรใน      ทีฆนิกายว่า มหาสติปัฏฐานสูตร  นอกจากนี้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงสติปัฏฐานไว้ในที่ต่าง ๆ หลายแห่งดังปรากฏทั่วไปทั้งในพระสุตตันตปิฎก  และพระอภิธรรมปิฎก  แต่ที่ทรงแสดงสติปัฏฐานไว้เต็มรูปนั้น ก็คือมหาสติปัฏฐานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๑๐

มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรใหญ่ที่ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าทรงแสดง ขณะประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกุรุ ชื่อกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกุรุ  ชื่อกัมมาสธัมมะ  แคว้นกุรุ  โดยทรงปรารภพุทธบริษัทชาวกัมมาสธัมมนิคมว่า  มีความสนใจในการเจริญสติปัฏฐานกันอย่างมาก  แม้พวกทาส กรรมกร และบริวารชนก็พูดกันแต่เรื่องสติปัฏฐาน สุมังคลวิลาสินีอธิบาย เพิ่มเติมถึงเหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงมหาสติปัฏฐานสูตรแก่พุทธบริษัทชาวกุรุว่าเป็นเพราะพุทธบริษัทเหล่านั้นสามารถฟังพระธรรมเทศนาที่ลึกซึ้งได้  เนื่องจากแคว้นกุรุเป็นแคว้นที่อุดมสมบูรณ์มีภูมิอากาศที่ดีไม่หนาวเกินไปไม่ร้อนเกินไป ชาวแคว้นกุรุจึงสามารถตั้งสติพิจารณาเรื่องที่ลึกซึ้งได้ดี โดยเฉพาะการบำเพ็ญสติปัฏฐาน [๓]

ความหมายของสติปัฏฐาน ๔แปลว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ หรือการปฏิบัติที่มีสติเป็นประธาน[๔], ธรรมเปนที่ตั้งของสติขอปฏิบัติมีสติเปนประธาน การตั้ง สติกําหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายใหรูเห็นเทาทันตามความเปนจริง การมีสติกํากับดูสิ่งตาง ๆ และความเปนไปทั้งหลาย โดยรูเทาทันตามสภาวะของมัน ไมถูกครอบงําดวยความยินดียินรายที่ทําใหมองเห็นเพี้ยนไปตามอํานาจกิเลส มี ๔    อยางคือ สติในกาย เวทนา จิต และธรรม[๕]

ความสำคัญของสติปัฏฐาน ๔  ดังในพระสูตรที่ชื่อว่า อัญญตรพราหมณสูตร[๖]ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ไว้อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวถึงพราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า ในเรื่องที่ว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมดำรงตั้งอยู่ได้นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เพราะบุคคลไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการ พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ไม่ได้นาน ถ้าเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการพระสัทธรรมจึงดำรงตั้งอยู่ได้นาน หรือในปฐมรโหคตสูตร พระอนุรุทธะ ได้กล่าว ถึงสติปัฏฐาน ๔ เอาไว้โดยมีใจความว่า ผู้พลาดสติปัฏฐาน ๔ ประการ ชื่อว่าพลาดอริยมรรคที่ให้ถึงความสิ้นทุกข์ ผู้ปรารภสติปัฏฐาน ๔ ประการ ก็ชื่อว่าปรารภอริยมรรค ผู้ปรารภสติปัฏฐาน ๔ คือ ผู้พิจารณาเห็นธรรมอันเป็นเหตุเกิดธรรมอันเป็นเหตุดับในกาย เวทนา จิต ธรรม มีความเพียร มีสติ สัมปชัญญะ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้[๗]

โครงสร้างของมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น สามารถแบ่งเนื้อหาออกได้เป็น ๓  ตอน คือ ตอนที่ ๑ เรียกว่า ภาคอุทเทส นำเสนอภาพรวมของมหาสติปัฏฐาน ๔ ตอนที่ ๒ เรียกว่า ภาคนิเทศ  มีเนื้อหาจำแนกแจกแจงอธิบายรายละเอียดถึงวิธีการนำสติปัฏฐาน ๔ ไปปฏิบัติทั้งในส่วนของฐานกาย เวทนา จิต และธรรม ตอนที่ ๓ เรียกว่าภาคอานิสงส์  เป็นบทสรุปที่ยืนยันถึงผลแห่งการปฏิบัติตาม         สติปัฏฐาน ๔ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา

ภาคอุทเทส

 “ภิกษุทั้งหลาย  ทาง[๘]นี้เป็นทางเดียว[๙]  เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์  เพื่อล่วง โสกะและปริเทวะ  เพื่อดับทุกข์และโทมนัส  เพื่อบรรลุญายธรรม[๑๐]  เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน  ทางนี้คือ          สติปัฏฐาน[๑๑]  ๔  ประการ

            สติปัฏฐาน  ๔  ประการ  อะไรบ้าง  คือ

            ภิกษุในธรรมวินัยนี้

                            ๑.    พิจารณาเห็นกายในกายอยู่   มีความเพียร   มีสัมปชัญญะ   มีสติ   

                                     กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

                              ๒.    พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่   มีความเพียร  

                                     มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

                              ๓.    พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่   มีความเพียร   มีสัมปชัญญะ   มีสติ

                                     กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

                              ๔.    พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่  มีความเพียร   

 มีสัมปชัญญะ   มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้[๑๒]

ทั้งนี้ เมื่อศึกษาวิเคราะห์บทอุทเทสซึ่งแสดงภาพรวมของพระสูตรแล้ว จะพบว่ามหาสติ    ปัฏฐานสูตรมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ ๒ ส่วน คือ(๑) ด้านหลักการ ดังจะพิจารณาจากเนื้อหาที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเดียวที่จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือนิพพาน และ (๒) ด้านวิธีการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการพิจารณาในกาย เวทนา จิต และธรรม ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

ด้านหลักการของสติปัฏฐาน ๔

หลักการของสติปัฏฐาน ๔ ในบทอุทเทสของมหาสติปัฏฐานสูตร ได้ระบุถึงความสำคัญของสติปัฏฐาน ๔ ว่า เป็นการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรมที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา โดยความว่า“ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ”[๑๓]จากบทอุทเทสดังกล่าว สามารถแบ่งหลักการของสติปัฏฐาน ๔ ออกเป็น ๒ ส่วนดังนี้

๑) หลักการทางสายเดียว สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางสายเดียว ที่ทำ ให้สัตว์โลกไปสู่เป้า หมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งหลักการของทางสายเดียวอธิบายได้ดังนี้คือ  ก) ทางนี้ หมายถึง การดำเนินไปสู่พระนิพพาน หรือทางที่ผู้ต้องการพระนิพพานควรดำเนินไป[๑๔]  ข) ทางเดียว หมายถึง(๑) เป็นทางที่บุคคลผู้ละการเกี่ยวข้องกับหมู่คณะไปประพฤติธรรมอยู่แต่ผู้เดียว(๒) เป็นทางสายเดียวที่พระพุทธเจ้าทรงทำให้เกิดขึ้น เป็นทางของบุคคลผู้เดียว คือพระพุทธเจ้า เพราะทรงทำให้เกิดขึ้น(๓) เป็นทางปฏิบัติในศาสนาเดียวคือพระพุทธศาสนา(๔)เป็นทางดำเนินไปสู่จุดหมายเดียว คือ        พระนิพพาน[๑๕]

๒) หลักการด้านเป้าหมายของการเดินตามทางสติปัฏฐาน ๔ คือ เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน[๑๖]ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

ก) เพื่อความบริสุทธิ์[๑๗]คือบริสุทธิ์จากมลทิน บริสุทธิ์จากอุปกิเลสทั้งหลาย ความบริสุทธิ์เหล่านี้ เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยการปฏิบัติตามมหาสติปัฏฐานทั้ง ๔ ข้อว่า เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย หมายความว่า เพื่อประโยชน์แก่ความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเศร้าหมอง เพราะมลทินทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เพราะอุปกิเลสทั้งหลายมีอภิชฌาวิสมโลภะเป็นต้น เป็นความจริง สัตว์เหล่านี้คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอเนกตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระนามว่า ตัณหังกร เมธังกร สรณังกร ทีปังกร ซึ่งปรินิพพานในกัปป์เดียวเท่านั้น เบื้องต้นแต่ ๔ อสงไขยแสนกัปป์ แต่กัปป์นี้ลงมาจนถึงพระพุทธเจ้าพระนามว่า ศากยมุนี เป็นที่สุด พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อย แลพระอริยสาวกทั้งหลาย อีกนับไม่ถ้วน ต่างลอยมลทินทางจิตทั้งหมด ถึงความหมดจดอย่างยิ่งด้วยทางนี้เท่านั้น ก็ความผ่องแผ้วแห่งจิตนั้น ย่อมมีได้ด้วยมรรคคือ สติปัฏฐานนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย[๑๘]

ข) เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ อันว่าโสกะ นั้นหมายถึง ความเศร้าโศก กิริยาที่เศร้าโศกภาวะที่เศร้าโศก ความแห้งผากภายใน ความแห้งกรอบภายใน ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง(หรือ) ผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบ ส่วนคำว่า ปริเทวะ หมายถึงความร้องไห้ ความคร่ำครวญ กิริยาที่ร้องไห้ กริยาที่คร่ำครวญ ภาวะที่ร้องไห้ ภาวะที่คร่ำครวญของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง(หรือ) ผู้ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบ นี้เรียกว่า ปริเทวะ[๑๙]

ค) เพื่อดับทุกข์และโทมนัส คำว่า เพื่อดับทุกข์ หมายถึง ความทุกข์ทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญ เป็นทุกข์ อันเกิดจากกายสัมผัส นี้เรียกว่า ทุกข์ทางกาย ส่วนคำว่าโทมนัส หมายถึง ความทุกข์ทางใจ ความไม่สำราญทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญ เป็นทุกข์ อันเกิดจากมโนสัมผัส นี้เรียกว่า ทุกข์ทางใจ[๒๐]

ง) เพื่อบรรลุญายธรรม ในมหาสติปัฏฐานนี้ หมายเอาอริยมรรค มีองค์ ๘ ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ ผู้รู้พุทธาธิบายกล่าวไว้ ปรากฏอยู่ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อ สุมังคลวิลาสินี ว่า อริยมรรคมี ๘ ท่านเรียกว่า ญาย ในคำว่า ญายสฺส อธิคมาย[๒๑]มรรคที่บุคคลลงมือเจริญตามสติปัฏฐาน ๔ ในส่วนเบื้องต้นยังเป็นโลกียะอยู่ แต่ก็เป็นไปเพื่อโลกุตตรมรรค ดังบาลีว่า“อยํ หิ ปุพฺพภาเค โลกิโย สติปฏฺฐานมคฺโค ภาวิโต โลกุตฺตรมคฺคสฺส อธิคมาย สํวตฺตติ” จริงอยู่ สติปัฏฐานมรรค ที่บุคคลเจริญแล้วในส่วนเบื้องต้นนี้ยังเป็นโลกียะอยู่ แต่ย่อมเป็นไปเพื่อโลกุตตรมรรค ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงสรุปใจความได้ว่า มรรคเป็นได้ทั้งโลกียะและโลกุตตระ มรรคที่เป็นโลกียะ ได้รูปนาม ได้พระไตรลักษณ์ เป็นอารมณ์ มรรคที่เป็นโลกุตตระ ได้นิพพานเป็นอารมณ์ คำว่า บรรลุมรรคนั้นหมายเอาอริยมรรคทั้ง ๔ คือ โสดาปัตติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ อรหัตตมรรค ๑[๒๒]

จ) เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน คำว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย[๒๓]หมายความว่า การทำ พระนิพพานให้แจ้งในที่นี้ หมายเอาพระอรหัตตผล[๒๔]ข้อว่า เพื่อให้แจ้งพระนิพพาน อธิบายว่า เพื่อทำให้แจ้งคือเพื่อประจักษ์ด้วยตนเอง ซึ่งอมตธรรมที่ได้ชื่อว่านิพพาน เพราะเว้นจากตัณหาเครื่องร้อยรัด จริงอยู่มรรคนี้ อันบุคคลเจริญแล้วย่อมยังการทำให้แจ้งพระนิพพานให้สำเร็จไปตามลำดับ เพราะ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพื่อทำให้แจ้งพระนิพพาน[๒๕]ที่เป็นสุขอย่างยิ่งยอดในพระพุทธ ศาสนา[๒๖]

เมื่อนำหลักการของสติปัฏฐาน ๔ จากบทอุทเทสที่ปรากฎในมหาสติปัฏฐานสูตร มาแจกแจงแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าหลักการทั้ง ๒ นั้นเป็นเหตุ และผลที่เกื้อกูลกัน เพราะเหตุที่ได้เดินตามทางสายเดียวนี้ ผลที่จะได้ก็คือการเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนานั่นเอง

ด้านวิธีการปฏิบัติของสติปัฏฐาน ๔

ด้านวิธีปฏิบัติของสติปัฏฐาน ๔ มีประเด็นสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ(๑) หลักการปฏิบัติ

๔ อย่าง(๒) หลักองค์ธรรม ๓ อย่าง (๓) ด้านเป้าหมาย ดังนี้

๑) หลักการปฏิบัติ ๔ อย่าง หลักสติปัฏฐาน ๔ บอกให้ทราบว่า ชีวิตของเรานี้ มีจุดที่ควรใช้สติคอยกำกับดูแลทั้งหมดเพียง ๔ แห่งเท่านั้นเองคือ ร่างกายและพฤติกรรม เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ต่าง ๆ ภาวะจิตที่เป็นไปต่าง ๆ ความคิดนึกไตร่ตรอง ถ้าดำเนินชีวิตโดยมีสติคุ้มครอง ณ จุดทั้งสี่นี้แล้ว ก็จะช่วยให้เป็นอยู่อย่างปลอดภัย ไร้ทุกข์ มีความสุขผ่องใส และเป็นปฏิปทานำไปสู่ความรู้แจ้งอริยสัจธรรม[๒๗] ดังมีพระพุทธดำรัสที่ทรงแสดงในบทอุทเทส มหาสติปัฏฐานสูตร ว่า

สติปัฏฐาน ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

(๒) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

(๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

(๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้[๒๘]

๒) หลักองค์ธรรม ๓ อย่าง หลักขององค์ธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) อาตาปี มีความเพียร ได้แก่องค์มรรคข้อ ๖ คือ สัมมาวายามะ ซึ่งหมายถึงเพียรระวังป้องกันและละความชั่ว กับเพียรสร้างและรักษาความดี (๒)สัมปชาโน มีสัมปชัญญะ คือตัวปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (๓) สติมา มีสติ หมาย ถึง สัมมาสติ สำหรับการปฏิบัติสติปัฏฐานนั้น ไม่ใช่ใช้สติเพียงอย่างเดียว แต่มีธรรมข้ออื่น ๆ ควบอยู่ด้วย และธรรมที่ไม่บ่งถึงไว้ ก็คือสมาธิ[๒๙]ซึ่งจะมีอยู่ด้วยอย่างน้อยในขั้นอ่อน ๆ พอใช้สำหรับการนี้

ก) อาตาปี[๓๐](มีความเพียรเผากิเลส)คำว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียรเผากิเลส คือ มีความเพียรชอบที่เรียกว่าสัมมัปปธาน ๔[๓๑]คือ เพียรเพื่อละอกุศลเก่า เพียรเพื่อไม่ทำอกุศลใหม่ เพียรเพื่อทำกุศลใหม่ และเพียรเพื่อเพิ่มพูนกุศลเก่าทุกขณะที่นักปฏิบัติเจริญสติระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบัน จัดว่ามีความเพียรเพื่อละอกุศลเก่า เพราะในขณะนั้นไม่ได้ทำอกุศลเก่าคือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ เป็นต้น คำว่า มีความเพียรเพื่อไม่ทำอกุศลใหม่ เพราะในขณะนั้นไม่ได้ทำอกุศลใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ คำว่า มีความเพียรเพื่อทำกุศลใหม่ เพราะการเจริญสติปัฏฐานเป็นกุศลที่ยังไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนคำว่า มีความเพียรเพื่อเพิ่มพูนกุศลเก่า เพราะผู้ปฏิบัติธรรมย่อมประสบความก้าว หน้าในการปฏิบัติตามลำดับของวิปัสสนาญาณขั้นต่างๆ จัดว่าได้เพิ่มพูนภาวนากุศลที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการสั่งสมมุติ สมาธิ และปัญญา ให้เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิม[๓๒]

ข) สมฺปชาโน[๓๓](มีปัญญาหยั่งเห็น)คำว่า สมฺปชาโน แปลว่า มีปัญญาหยั่งเห็น หมายความว่า หยั่งเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง จำแนกเป็น(๑) สภาวลักษณะ ลักษณะพิเศษของรูปนาม คือ ลักษณะเฉพาะตัวของรูปนามแต่ละอย่างที่รูปนามอื่นไม่มี(๒) สามัญญลักษณะ ลักษณะทั่วไปของรูปนาม คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์(ทุกขัง) ไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา)

สภาวะลักษณะ ลักษณะพิเศษของรูปกับนามนั้น เหมือนรูปร่างหน้าตาทางกายภาพของสัตว์แต่ละพันธุ์ เช่น เสือมีหัวมีตัวมีหางมีลายอย่างเสือ ช้างมีหัวมีตัวมีงวงมีงาอย่างช้าง สัตว์แต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรมของตนเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกให้รู้ว่าต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน รูปนามที่เกิดทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีลักษณะ เฉพาะของตัวเอง เช่น ลักษณะเฉพาะของสี ไม่เหมือนลักษณะเฉพาะของเสียง ลักษณะเฉพาะของเสียง ไม่เหมือนลักษณะเฉพาะของกลิ่น ลักษณะเฉพาะของกลิ่น ไม่เหมือนลักษณะเฉพาะของรสลักษณะเฉพาะของรส ไม่เหมือนลักษณะเฉพาะของสัมผัสคือความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึงความโลภมีลักษณะทะยานอยาก แต่ศัทธามีลักษณะผ่องใส ความโกรธมีลักษณะไม่พอใจ แต่เมตตามีลักษณะอ่อนโยนปรารถนาดี ความฟุ้งซ่านมีลักษณะซัดส่าย แต่สมาธิมีลักษณะตั่งมั่น เป็นต้น

สามัญญลักษณะ คือ ลักษณะทั่วไปเกี่ยวกับรูปนามทุกอย่าง ที่เกิดในทุกทวารทั้งภายในและภายนอก มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทุกสรรพสิ่งในสากลจักรวาลล้วนตกอยู่ในลักษณะทั่วไปอันได้แก่ ความไม่เที่ยง คือความเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่จีรังยั่งยืน ความทุกข์ คือความอดทนอยู่ไม่ได้ใน

สภาพเดิมที่เริ่มเกิดขึ้น ความไม่ใช่ตัวตน คือความไม่อยู่ในอำนาจของตนที่ต้องการจะเที่ยงและเป็นสุขเสมอ ลักษณะทั่วไปนี้เรียกว่าอีกอย่างหนึ่งว่าไตรลักษณ์ คือลักษณะ ๓ ประการดังกล่าว

สมมุติบัญญัติที่ทุกคนรับรู้ในเวลาทั่วไปนั้นเปรียบเสมือนเปลือกไม้ สภาวะลักษณะของรูปนามเหมือนเนื้อไม้ สามัญญลักษณะเหมือนแก่นไม้ โดยปกติเราต้องถากเปลือกไม้และเนื้อไม้ออกก่อนจึงจะได้แก่นไม้ ในทำนองเดียวกัน เราต้องเพิกถอนสมมุติบัญญัติก่อน แล้วรับรู้สภาวะลักษณะเป็นเบื้องแรก ต่อมาจึงจะหยั่งรู้สามัญญลักษณะ[๓๔]

ค) สติมา[๓๕](มีสติ)คำว่า สติมา แปลว่า มีสติ คือ มีสติอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วงตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลับสนิท สติเหมือนการสีไม้อย่างต่อเนื่อง สมาธิเหมือนความร้อนที่ได้รับจากการสีไม้ ปัญญาเหมือนไฟที่เกิดจากความร้อน กล่าวคือในอินทรีย์ทั้ง ๕[๓๖]อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ศรัทธาเป็นเหตุให้เกิดวิริยะ วิริยะเป็นเหตุให้เกิดสติ สติเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา และปัญญาก็เป็นเหตุให้เกิดศรัทธา ดังนี้เป็นต้น อินทรีย์ ๕ เหล่านี้เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

การเจริญสติจึงมีประโยชน์ทำให้จิตตั้งมั่นมีสมาธิ เพื่อการพัฒนาปัญญาต่อมา อุปมาเหมือนน้ำใสที่ตะกอนนอนก้นย่อมแสดงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในน้ำได้ หรือเหมือนการกกไข่ของแม่ไก่เป็นเวลานาน ย่อมจะทำให้ยางเหนียวคือตัณหาเหือดแห้งไป ทำให้จะงอยปากและกรงเล็บที่เหมือนวิปัสสนาญาณของลูกไก่แข็งขึ้น และในที่สุดลูกไก่คือเหล่าสัตว์ก็จะเจาะเปลือกไข่ที่เหมือนอวิชชาซึ่งห่อหุ้มตนไว้ออกจากฟองไข่คือภพได้[๓๗]

๓) ด้านเป้าหมาย หลักการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ที่ถูกนั้น ต้องนำไปสู่ความดับทุกข์ได้ ซึ่งความดับทุกข์ในตัวตนของเราก็คือเป้าหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัตินั้นเอง ในคัมภีร์อรรถกถา สุมังคล-วิลาสินี อธิบายว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ[๓๘]ความว่า โลกในคำนั้นเป็นอย่างไร กายนั้นแล ชื่อว่าโลกอุปทานขันธ์แม้ทั้ง ๕ ก็ชื่อว่าโลก นี้เรียกว่าโลก อภิชฌาในคำนั้นเป็นอย่างไร ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความดีใจ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งแห่งจิต นี้เรียกว่าอภิชฌา โทมนัสในคำนั้นเป็นอย่างไร ความไม่สำราญทางใจ ทุกข์ทางใจ ฯลฯ เวทนาที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแก่สัมผัสทางใจ นี้เรียกว่าโทมนัส อภิชฌาและโทมนัสนี้อันพระโยคาวจรกำจัดเสียแล้ว นำออกไปแล้ว สงบแล้ว ให้สงบแล้ว ให้ระงับแล้ว ให้ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว ให้ถึงความสาบสูญแล้ว ให้ถึงความไม่มีแล้ว ให้ถึงความย่อยยับแล้ว ให้เหือดแห้งแล้ว ให้แห้งผากแล้ว ทำให้ถึงที่สุดแล้ว เหตุนั้น จึงตรัสว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํดังนี้[๓๙]

ก) วิเนยฺย[๔๐](ข่ม)คำว่า วิเนยฺย(ข่ม) หมายความว่า ในทุกขณะที่เจริญสติระลึกรู้สภาวะธรรมปัจจุบัน นักปฏิบัติย่อมกำจัดกิเลสโดยความเป็นตทังคปหาน คือ ละได้ชั่วขณะ หมายความว่า ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะกิเลสที่เป็นอกุศลเหมือนความมืด ส่วนสติเป็นกุศลเหมือนความสว่างที่ซับความมืดให้หายไป

นอกจากนี้ นักปฏิบัติย่อมกำจัดกิเลสโดยความเป็นวิกขัมภนปหาน คือ ละได้ด้วยการข่มไว้ หมายความว่า สมาธิที่ได้รับการอุปถัมภ์ จากวิริยะ สติ และปัญญา ย่อมทำให้จิตละเอียด อ่อน แม้นักปฏิบัติจะมิได้เจริญสติในบางขณะ ก็ไม่เกิดความโลภหรือความโกรธเหมือนในเวลามิได้ปฏิบัติธรรม แม้ในบางขณะ ที่ขาดสติเผลอคิดถึงบางเรื่องในอดีตหรืออนาคต ก็ไม่เกิดกิเลสดังกล่าว เพราะสมาธิจะข่มกิเลสไว้[๔๑]

ข) โลเก[๔๒](ในโลก)คำว่า โลเก(ในโลก) หมายถึง โลกแห่งสภาวธรรมที่กำหนดรู้ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่

(๑) รูป สภาวะแปรปรวนชัดเจนเมื่อประสบกับความเย็นและความร้อน เป็นต้น

(๒) เวทนา สภาวะรู้สึก

(๓) สัญญา สภาวะหมายรู้

(๔) สังขาร สภาวะปรุงแต่ง

(๕) วิญญาณ สภาวะรับรู้สิ่งต่างๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ[๔๓]

ค) อภิชฺฌาโทมนสฺสํ[๔๔](อภิชฌาและโทมนัส)คำว่า อภิชฺฌาโทมนสฺสํ(อภิชฌาและโทมนัส) คือ ความโลภที่เกิดขึ้นเมื่อพบกับอารมณ์ที่ตนชอบใจ และความโกรธที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในเวลาที่ได้เจริญสติปัฏฐาน คำว่า อภิชฺฌา แปลตามศัพท์ว่า ความละโมบ แต่โดยทั่วไปหมายถึงความยินดีอยากได้สมบัติผู้อื่น พิจารณาโดยองค์ธรรมคือ โลภเจตสิก ส่วนคำว่า โทมนฺสส ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าความเสียใจนั้น มีองค์ธรรมคือเวทนาเจตสิกที่เกิดทางใจ แต่ในที่นี้หมายถึงโทสเจตสิกเพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงกามฉันทนิวรณ์ด้วยคำว่า อภิชฺฌา และตรัสพยาปาทนิวรณ์ด้วยคำว่า โทมนสฺส นิวรณ์(เครื่องกั้นกุศล) ทั้งสองอย่างนี้มีกำลังมากในนิวรณ์ ๕ จะเห็นได้ว่าคนทั่วไปมักคิดถึงสิ่งที่เป็นอกุศลมากกว่าสิ่งที่เป็นกุศล และส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ตนชอบใจหรือไม่ชอบใจ[๔๕]

วิธีการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ที่ถูกต้อง มีหลักสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ การฝึกสติให้อยู่ในฐานทั้ง ๔ โดยใช้ความเพียร ที่มีทั้งสติและปัญญากำกับอยู่ด้วย โดยมีเป้าหมายในการปฏิบัติก็เพื่อคลายความยึดมั่นถือมั่นในรูปนามขันธ์ ๕ คือตัวตนของเรานั่นเอง

สรุปความรู้เรื่องสติปัฏฐาน ๔ ที่ปรากฏเป็นบทอุเทสในมหาสติปัฏฐานสูตร แบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ ด้านหลักการ และด้านวิธีการ ซึ่งด้านหลักการของสติปัฏฐาน ๔ นั้น ได้อธิบายว่า เป็นการปฏิบัติวิธีทางเดียวเพื่อเข้าถึงธรรมที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือความดับทุกข์ ส่วนด้านวิธีการเป็นการให้แนวคิดในด้านวิธีการปฏิบัติว่า ในการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรมนั้น ต้องมีหลักองค์ธรรมที่สำคัญ ๓ ประการ คือ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ คือปัญญาที่หยั่งเห็นสภาวะธรรมตามเป็นจริง และมีสติคอยระลึกรู้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดกิเลส ความยินดี ความยินร้าย ในอุปาทานขันธ์ ๕ หรือร่างกายและจิตใจของเรา เมื่อปฏิบัติตามที่กล่าวมา ก็จะสามารถดับทุกข์ได้[๔๖]

 

ภาคนิเทศ

สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ เอกายนมัคค์ ซึ่งในคัมภีร์อรรถกถาเรียกไว้อีกชื่อหนึ่งว่า สติปัฏฐานมัคค์ ในระยะต้นเป็นโลกิยมัคค์ก่อน ครั้นปฏิบัติอบรมไป จะดำเนินไปเพื่อโลกุตตรมัคค์ และที่เรียกว่า     เอกายมัคค์ ซึ่งคือความหมายของคำว่าเป็นทางดำเนินทางเดียวที่ดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อระงับความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุอริยมัคค์ เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน[๔๗]

          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกเอกายนมัคค์ คือ ทางดำเนินทางเดียวนั้น ออกเป็น     สติปัฏฐาน ๔ โดยทรงจำแนกตามอารมณ์ ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ดังนี้

๑)    กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติเข้าไปตามดูกาย คือ ตามดูสรีระร่างกาย ตลอดจนอาการและอากัปกิริยาของกาย

๒)    เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติเข้าไปตามดูเวทนา คือ ตามดูการเสวยอารมณ์ทั้งที่เป็นเวทนาแท้ และเวทนามีสิ่งผสม คือมีอามิสหรือไม่มีอามิส

๓)    จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติเข้าไปตามดูจิต คือ ตามดูความคิดที่เป็นตัวการและความคิดที่เปลี่ยนแปรอยู่เป็นนิตย์สืบเนื่องกันไปตามช่วงของความคิด

๔)    ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติเข้าไปตามดูธรรม คือ ตามดูอารมณ์ หรือสภาวธรรมที่ปรากฏหรือมีความเป็นไปอยู่ในจิตใจ ซึ่งท่านจำแนกไว้เป็น นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔[๔๘]

 

กายานุปัสสนา  (การพิจารณากาย)

หลักปฏิบัติว่าด้วยการพิจารณาอาการที่ปรากฏทางกาย คือเอาสติไปตั้งไว้ที่กาย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า“กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา”[๔๙] แปลว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ”[๕๐]เพื่อรู้ตามจริงว่าเป็นเพียงกองรูป ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตน เป็นเพียงสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่สวยไม่งาม แบ่งหลักการปฏิบัติออกเป็น ๖ หมวด คือ

๑. หมวดลมหายใจเข้าออก

            ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  อย่างไร

            คือ  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปสู่ป่าก็ดี  ไปสู่โคนไม้ก็ดี  ไปสู่เรือนว่าง[๕๑]ก็ดี  นั่งคู้บัลลังก์[๕๒]  ตั้งกายตรง  ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า[๕๓]  มีสติหายใจเข้า  มีสติหายใจออก

                              เมื่อหายใจเข้ายาว    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจเข้ายาว’

                              เมื่อหายใจออกยาว    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจออกยาว’

                              เมื่อหายใจเข้าสั้น    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจเข้าสั้น’

                              เมื่อหายใจออกสั้น    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจออกสั้น’

                              สำเหนียกว่า    ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง    หายใจเข้า’

                              สำเหนียกว่า    ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง    หายใจออก’

                              สำเหนียกว่า    ‘เราระงับกายสังขาร[๕๔]    หายใจเข้า’

                              สำเหนียกว่า    ‘เราระงับกายสังขาร    หายใจออก’

              ภิกษุทั้งหลาย  ช่างกลึง  หรือลูกมือช่างกลึงผู้มีความชำนาญ  เมื่อชักเชือกยาว ก็รู้ชัดว่า    ‘เราชักเชือกยาว’เมื่อชักเชือกสั้น  ก็รู้ชัดว่า  ‘เราชักเชือกสั้น’  แม้ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

                              เมื่อหายใจเข้ายาว    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจเข้ายาว’

                              เมื่อหายใจออกยาว    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจออกยาว’

                              เมื่อหายใจเข้าสั้น    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจเข้าสั้น’

                              เมื่อหายใจออกสั้น    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราหายใจออกสั้น’

                              สำเหนียกว่า    ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง    หายใจเข้า’

                              สำเหนียกว่า    ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวง    หายใจออก’

                              สำเหนียกว่า    ‘เราระงับกายสังขาร    หายใจเข้า’

                              สำเหนียกว่า    ‘เราระงับกายสังขาร    หายใจออก‘[๕๕]

            ด้วยวิธีนี้  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายภายใน[๕๖]อยู่  พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก[๕๗]อยู่  หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่  พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิด  (แห่งลมหายใจ)  ในกายอยู่  พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับ  (แห่งลมหายใจ)  ในกายอยู่  หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับ(แห่งลมหายใจ)  ในกายอยู่

             หรือว่า  ภิกษุนั้นมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า  ‘กายมีอยู่’  ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ  เจริญสติเท่านั้น  ไม่อาศัย (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่  และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ  ในโลก

            ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  อย่างนี้แล[๕๘]

ทั้งนี้ เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงให้พิจารณาลมหายใจ เนื่องด้วยว่า ลมหายใจเป็นสิ่งปรุงแต่ง หล่อเลี้ยง และค้ำจุนชีวิตฝ่ายกายที่สำคัญที่สุด ทำให้ชีวิตฝ่ายกายดำรงอยู่ได้ ธรรมชาติของลมหายใจ จะต้องมีทั้งหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไป หากหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก หรือหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า ชีวิตก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องถึงซึ่งความแตกดับไป[๕๙]ลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของกาย เป็นกายย่อยในกายใหญ่นี้ เป็นส่วนประกอบของรูป การตามดูลมหายใจ เพื่อฝึกให้มีสติ และเห็นว่าลมหายใจเป็นสักแต่ว่าลม หายใจไม่ใช่เราหายใจ ไม่ใช่ลมหายใจของเรา เป็นสักแต่ว่าธาตุที่ไหลเข้าและไหล ออกในกายนี้ เป็นสังขาร เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน[๖๐]

การพิจารณาดูลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอๆ นี้ ก็เพื่อให้มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น ละความยินดียินร้ายในโลก ทำให้จิตเป็นสมาธิ ตั้งมั่นแล้วก็พิจารณาให้เห็นเป็นธรรมะ เป็นเพียงสักแต่ว่าลมหายใจ ให้เห็นเท่าเทียมกัน ทั้งภายในคือในตนเอง และภายนอกคือผู้อื่น ตนเองก็ไม่มีตัวตน ผู้อื่นก็ไม่มีตัวตน เป็นสักแต่ว่าลมหายใจเข้า เป็นสักแต่ว่าลมหายใจออก เป็นสักแต่ว่าธาตุ ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย มีเหตุทำให้เกิด และเมื่อหมดเหตุก็ดับไปเหมือนกันหมด ที่สมมติว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นคน เป็นสัตว์ ก็เพราะมีลมหายใจเข้า และลมหายใจออกอยู่เท่านั้นแหละ ถ้าหมดลมหายใจ ก็เลิกเป็นคน เลิกเป็นสัตว์ เหมือนกันทุกคน ตามที่แสดงไว้ในตอนกลาง มี ๖ อย่าง คือ

(๑) พิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่

(๒) พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่

(๓) พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่

(๔) พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่

(๕) พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่

(๖) พิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่[๖๑]

ทั้งนี้ การพิจารณาธรรมะทั้งภายในและภายนอก ให้เห็นว่าเป็นเพียงสังขาร ที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุ มีเงื่อนไขทำให้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ได้ก็เพราะเหตุ ไม่ได้มีอยู่จริงๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ได้โดยลำพัง พอหมดเหตุ หมดเงื่อนไข มันก็ดับไป ไม่ได้มีจริงๆ เพื่อให้ละความเห็นผิดเกี่ยวกับเที่ยงและขาดสูญ   ละสัสสตทิฏฐิที่เห็นว่ามีสัตว์จริงๆ สัตว์ดำรงอยู่จริงๆ ละอุจเฉททิฏฐิที่เห็นว่ามีสัตว์ตาย แท้ที่จริง ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงสมมติ ความจริงมีเพียงสังขารที่เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุ และดับไป เมื่อหมดเหตุ ให้เห็นความจริงแห่งสังขารที่เป็นอย่างนั้น[๖๒]

การปฏิบัติอานาปานบรรพในสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นการตั้งสติเพื่อตามเห็นความเป็นจริงของกาย โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นลมหายใจเข้าและออก ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ ขั้นย่อย คือ ๑. ตามรู้ลมหายใจยาว ๒. ตามรู้ลมหายใจสั้น ๓. กำหนดรู้ตลอดกองลม และ ๔. ทำลมหายใจให้สงบระงับทำ[๖๓]ขั้นตอนที่ ๑ และ ๒ ของอานาปานบรรพในสติปัฏฐาน ๔ นี้ก็เพื่อให้รู้เท่าทันความเป็นจริงของลมหายใจที่มีเข้า-ออก, ยาว-สั้น ตลอดจนลักษณะความหยาบ-ละเอียดของลมประเภทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ขอให้พิจารณาขั้นตอนที่ ๓ ที่ให้มีสติกำหนดรู้ตลอดกองลม หมายถึงตามรู้ถึงความสัมพันธ์ของลมหายใจยาว-สั้น, หนัก-เบา หรือหยาบ-ละเอียดนั้นว่า มีผลต่อความเป็นไปของกายในสภาพ การณ์ต่างๆ อย่างไร ขั้นตอนที่ ๔ ที่ให้มีสติทำลมหายใจให้สงบระงับนั้นหมายความว่า เมื่อมีสติตามรู้ลมหายใจยาวและสั้นต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ โดยธรรมชาติลมหายใจจะสั้นลงๆ เบาลงๆ และละเอียดประณีตยิ่งขึ้นๆ ไปตามลำดับ จนถึงที่สุดของการตามรู้ลม ก็จะมาถึงอานาปานบรรพในขั้นตอนที่ ๔ คือลมหายใจสงบระงับ คือไม่มีอาการที่หายใจเข้า และหายใจออกมีแต่ลมหายใจที่ซึมผ่านเข้าผ่านออกเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งในภาวะเช่นนี้ จิตจะเข้าถึงสมาธิในระดับลึก ที่เรียกว่า รูปฌาน ไปตามลำดับ จนถึงที่สุดคือ รูปฌานที่ ๔[๖๔]

ทั้งนี้ พระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ) ได้อธิบายว่าการเจริญวิปัสสนาด้วยการตามรู้ลมหายใจ แบ่งออกเป็น ๒ วิธี ตามบุคคล คือ

          ๑. สมถยานิก ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ผู้เจริญสมถะแล้วอาศัยสมถะเป็นบาทของวิปัสสนา บุคคลนี้เจริญอานาปานสติภาวนาแบบสมถะ คือ กำหนดรู้สัณฐานยาวสั้นของลมหายใจเข้าออกซึ่งจัดเป็นบัญญัติ (สัณฐานเป็นบัญญัติ) เมื่อลมหายใจปรากฏชัดเป็นปฏิภาคนิมิต คือ อารมณ์บัญญัติใหม่ที่ปรากฏทางใจอันเหมือนอารมณ์เดิม มีลักษณะเป็นลำแสงเข้าออก นักปฏิบัติย่อมบรรลุอุปจารสมาธิ คือ สมาธิใกล้จะแนบแน่น และอัปปนาสมาธิ คือ สมาธิแนบแน่น อันได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน หรือจตุตถฌาน ตามลำดับ หลังจากนั้นพึงออกจาฌานแล้วกำหนดรู้สภาวะสัมผัสของลมหายใจเข้าออก (โผฏฐัพพารมณ์เป็นปรมัตถ์) หรือกำหนดรู้องค์ฌานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ปรากฏชัดในปัจจุบันขณะ ก็จะประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติต่อไปตามลำดับวิปัสสนาญาณ

          ๒. วิปัสสนายานิก ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน คือ ผู้เจริญวิปัสสนาโดยตรง บุคคลนี้เจริญอานาปานสติภาวนาแบบวิปัสสนา คือ กำหนดรู้สภาวะสัมผัสของลมหายใจที่กระทบจมูก ซึ่งจัดเป็นโผฏฐัพพารมณ์อันเป็นการกระทบระหว่างวาโยธาตุและปลายจมูกหรือริมฝีปากบน เขาย่อมหยั่งเห็นว่ามีเพียงสภาวะสัมผัสของลมหายใจที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่มีตัวตนของเราในลมหายใจ หลังจากนั้นจะเกิดปัญญาหยั่งเห็นความเกิดขึ้นและดับไปของลมหายใจ สภาวะสัมผัสหรือจิตที่กำหนดรู้ตามสมควรในที่สุดย่อมรู้แจ้งพระนิพพานด้วยมรรคญาณและผลญาณ ปราศจากตัณหาและทิฏฐิ ไม่ถือมั่นอะไรในโลก[๖๕]

กายานุปัสสนาสติปัฏฐานในหมวดลมหายใจนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตฝ่ายกายโดยตรงแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ในหมวดต่อ ๆ ไปเป็นอย่างมากด้วย กล่าวคือ ทำให้ประจักษ์แจ้งในเวทนาที่ไม่มีอามิส ในหมวดเวทนานุปัสสนา ทำให้ประจักษ์แจ้งในจิตที่เป็นสมาธิ และจิตที่เป็นมหรคต ในจิตตานุปัสสนา และทำให้ประจักษ์แจ้งในนิวรณ์ ๕ ในธัมมา-นุปัสสนา เพราะการปฏิบัติอานาปานบรรพนี้ เมื่อปฏิบัติจนถึงขั้นที่ ๔ คือทำกายสังขารให้สงบระงับ จะทำให้นิวรณ์ ๕ สงบลง แล้วจะทำให้จิตมีคุณภาพที่เหมาะสมและพร้อมที่จะปฏิบัติธัมมานุปัสสนาในหมวดต่อไปให้บรรลุผลด้วยดี[๖๖]

๒. หมวดอิริยาบถ

           ภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง

                              ภิกษุเมื่อเดิน    ก็รู้ชัดว่า    ‘เราเดิน’

                              เมื่อยืน    ก็รู้ชัดว่า    ‘เรายืน’

                              เมื่อนั่ง    ก็รู้ชัดว่า    ‘เรานั่ง’

                              หรือเมื่อนอน    ก็รู้ชัดว่า    ‘เรานอน’

            ภิกษุนั้น  เมื่อดำรงกายอยู่โดยอาการใด ๆ  ก็รู้ชัดกายที่ดำรงอยู่โดยอาการนั้น ๆ

            ด้วยวิธีนี้  ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน[๖๗]อยู่    พิจารณาเห็นกายใน  กายภาย นอก[๖๘]อยู่  หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่  พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่  พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่  หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่

            หรือว่า  ภิกษุนั้นมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า  ‘กายมีอยู่’  ก็เพียงเพื่ออาศัย เจริญญาณ    เจริญสติเท่านั้น  ไม่อาศัย (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่  และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ  ในโลก

            ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  อย่างนี้แล[๖๙]

การพิจารณากำหนดรู้อิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ ประการ คืออิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน  เพื่อให้เห็นกายว่าอยู่ในอาการอย่างนั้นๆ กายเดิน กายยืน กายนั่ง กายนอน ดูให้เห็นว่า ที่เดินอยู่นี้เป็นกาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นเพียงรูปที่เดิน และที่เดินได้ก็เพราะเป็นกายที่มีจิตเกิดอยู่ในร่างนี้[๗๐]ซึ่งเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงให้พิจารณาอิริยาบถแห่งกาย เนื่องด้วยว่า อิริยาบถเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลต่อความเป็นปกติ และความมีสุขภาพแข็งแรงของร่างกาย หมายความว่า ร่างกายจะต้องมีสัดส่วนของอิริยาบถทั้ง ๔ ในแต่ละวันให้เหมาะสม หากกายอยู่ในอิริยาบถใดนานเกินไปหรือมากเกินไป ก็จะทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรบางอย่างเกิดขึ้นได้ สมดังพระพุทธวจนะที่ตรัสว่า การบริหาร(อิริยาบถ) ไม่      สม่ำเสมอเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กายเกิดอาพาธได้(องฺ. เอกาทสก. ๒๔/๖๐)[๗๑]

๓. หมวดสัมปชัญญะ

            ภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง

                       ภิกษุทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป    การถอยกลับ

                       ทำความรู้สึกตัวในการแลดู    การเหลียวดู

                       ทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า    การเหยียดออก

                       ทำความรู้สึกตัวในการครองสังฆาฏิ    บาตร    และจีวร

                       ทำความรู้สึกตัวในการฉัน    การดื่ม    การเคี้ยว    การลิ้ม

                       ทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ

                       ทำความรู้สึกตัวในการเดิน  การยืน  การนั่ง  การนอน  การตื่น  การพูด  การนิ่ง

            ด้วยวิธีนี้  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายภายใน[๗๒]  อยู่  พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก[๗๓]อยู่  หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่  พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่    พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่  หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่

            หรือว่า  ภิกษุนั้นมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า  ‘การมีอยู่’  ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ    เจริญสติเท่านั้น  ไม่อาศัย (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่  และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ  ในโลก

            ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  อย่างนี้แล[๗๔]

การพิจารณาสัมปชัญญะ (อิริยาบถย่อย) ได้แก่ ทำความรู้สึกตัวในอิริยาบถย่อยต่างๆ เช่น การก้าว การถอย ขณะดู ขณะเหลียว ขณะคู้เข้า ขณะเหยียด เป็นต้น ทั้งนี้ เหตุที่ต้องพิจารณาในสัมปชัญญบรรพ เนื่องจากสัมปชัญญะหรืออิริยาบถย่อยเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ที่มาจากกาย ทั้งเพื่อการดำรงอยู่ เพื่อคุ้มครองป้องกันชีวิต และเพื่อสร้างสรรค์หรือกระทำการต่าง ๆ กล่าวได้ว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์นั้น ที่สามารถรักษาตัวให้อยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยตลอด ก็ด้วยอาศัยสัมปชัญญะหรืออิริยาบถย่อยนี้เอง เป็นเครื่องมือสำคัญ[๗๕]

การฝึกสติปัฏฐานในหมวดนี้ จะช่วยทำให้ผู้ปฏิบัติระมัดระวังในการเคลื่อนไหวและการขับเคลื่อนร่างกายในการกระทำต่าง ๆ ทำให้ไม่เกิดความผิดพลาดหรือความเสียหายขึ้น ทั้งต่อร่างกาย และในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ และยังทำให้บุคคลผู้เจริญสติปัฏฐานหมวดนี้มีกายที่ตื่นตัว คล่องแคล่วว่องไว และอยู่ในสภาพพร้อมที่จะกระทำการและเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ[๗๖]

การตั้งสติกำหนดพิจารณาอิริยาบถย่อยต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดปัญญาดังในอรรถกถาได้อธิบายถึงสัมปชัญญะ มี ๔ ประการ คือ (๑) ความรู้ที่เกิดจากการพิจารณาว่า มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เรียกว่า สาตถกสัมปชัญญะ (๒) ความรู้ที่เกิดจากการพิจารณาว่า เป็นสัปปายะหรือไม่เป็นสัปปายะ เรียกว่า สัปปายสัมปชัญญะ (๓) ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาว่า อารมณ์นั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เรียกว่า โคจรสัมปชัญญะ และ (๔) ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาว่า รู้สึกตัวชัดว่าไม่หลงลืมในขณะทากิจนั้นๆ เรียกว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ[๗๗]

๔. หมวดสิ่งปฏิกูลมนสิการ

            ภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง  ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้  ตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นไปเบื้องบน  ตั้งแต่ปลายผมลงมาเบื้องล่าง มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่สะอาดชนิดต่าง ๆ ว่า

                                                  ‘ในกายนี้    มีผม    ขน    เล็บ    ฟัน    หนัง

                                                  เนื้อ    เอ็น    กระดูก    เยื่อในกระดูก    ไต[๗๘]

                                                  หัวใจ    ตับ    พังผืด    ม้าม    ปอด

                                                  ลำไส้ใหญ่    ลำไส้เล็ก    อาหารใหม่    อาหารเก่า

                                                  ดี    เสลด    หนอง    เลือด    เหงื่อ    มันข้น

                                                  น้ำตา    เปลวมัน    น้ำลาย    น้ำมูก    ไขข้อ    มูตร’

            ภิกษุทั้งหลาย  ถุงมีปาก  ๒  ข้าง  เต็มไปด้วยธัญพืชชนิดต่าง ๆ  คือ  ข้าวสาลี  ข้าวเปลือก    ถั่วเขียว  ถั่วเหลือง  เมล็ดงา  ข้าวสาร  คนตาดีเปิดถุงยาวนั้นออก  พิจารณาเห็นว่า  ‘นี้เป็นข้าวสาลี    นี้เป็นข้าวเปลือก  นี้เป็นถั่วเขียว  นี้เป็นถั่วเหลือง  นี้เป็นเมล็ดงา  นี้เป็นข้าวสาร’  แม้ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน  พิจารณาเห็นกายนี้  ตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นไปเบื้องบน  ตั้งแต่ปลายผมลงมาเบื้องล่าง  มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ  เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่สะอาดชนิดต่าง ๆ  ว่า

                                                ‘ในกายนี้    มีผม    ขน    เล็บ    ฟัน    หนัง

                                                  เนื้อ    เอ็น    กระดูก    เยื่อในกระดูก    ไต

                                                  หัวใจ    ตับ    พังผืด    ม้าม    ปอด

                                                  ลำไส้ใหญ่    ลำไส้เล็ก    อาหารใหม่    อาหารเก่า

                                                  ดี    เสลด    หนอง    เลือด    เหงื่อ    มันข้น

                                                  น้ำตา    เปลวมัน    น้ำลาย    น้ำมูก    ไขข้อ    มูตร’

            ด้วยวิธีนี้  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายภายใน[๗๙]อยู่  พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก[๘๐]อยู่  หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่  พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่    พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่  หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่

            หรือว่า  ภิกษุนั้น  มีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า  ‘กายมีอยู่’  ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ    เจริญสติเท่านั้น  ไม่อาศัย (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่  และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ  ในโลก

            ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  อย่างนี้แล[๘๑]

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในบรรพนี้ เป็นการตั้งสติเพื่อตามเห็นความเป็นจริงของกายในอีกลักษณะหนึ่ง คือตามเห็นกายในรูปที่ปฏิกูล ปฏิกูล คือ สิ่งสกปรกน่ารังเกียจ นับตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฯลฯ เรื่อยไปจนถึงปัสสาวะ พระพุทธองค์ตรัสสอนให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ว่าสกปรกน่ารังเกียจ เพื่อกำจัดความติดใจในกาม ผู้ที่รู้ว่าร่างกายคนเมื่อแยกชิ้นส่วนออกแล้วมีเพียงผม ขน เล็บ ฯลฯ ก็จะคลายความติดใจในรูปของตนและบุคคลอื่น โดยเห็นว่าร่างกายนี้สกปรกไร้แก่นสาร แต่คนทั่วไปสำคัญผิดว่าดีงาม จึงรักษาดูแลส่วนประกอบรูปกายและบำรุงแต่งเติมด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้สวยงามไม่ทรุดโทรมตามกาลเวลา[๘๒]

ทำไมเรื่องของความเป็นปฏิกูลของกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้เท่าทันความเป็นจริง ก็เพราะกายเป็นที่ตั้งของความหลงผิด(ว่าเป็นของสวยงาม) และเป็นที่ตั้งของความยึดติดถือมั่น การมีสติตามเห็นความจริงของกายโดยความเป็นปฏิกูลตามนัยข้างต้น ก็เพื่อถ่ายถอนความหลงผิดและความยึดติดถือมั่นในกาย[๘๓]

 

๕. หมวดธาตุมนสิการ

            ภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง  ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้ตามที่ตั้งอยู่ตามที่ดำรงอยู่โดยความเป็นธาตุว่า  ‘ในกายนี้  มีธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลมอยู่’

            ภิกษุทั้งหลาย  คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้มีความชำนาญ  ครั้นฆ่าโคแล้ว  แบ่งอวัยวะออกเป็นส่วน ๆ  นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง  แม้ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน  พิจารณาเห็นกายนี้ตามที่ตั้งอยู่  ตามที่ดำรงอยู่  โดยความเป็นธาตุว่า  ‘ในกายนี้  มีธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลมอยู่’

ด้วยวิธีนี้  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่  พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่    หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่  พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่    พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่  หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่

             หรือว่า  ภิกษุนั้นมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า  ‘กายมีอยู่’ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ    เจริญสติเท่านั้น  ไม่อาศัย (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่  และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ  ในโลก

             ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  อย่างนี้แล[๘๔]

การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ในหมวดนี้ เป็นการตั้งสติเพื่อตามเห็นความเป็นจริงของกาย ให้เห็นถึงมูลฐานหรือที่มาของธรรมชาติฝ่ายกายอย่างแท้จริง กล่าวคือ กายนี้เกิดจากการปรุงแต่งขึ้นของธาตุพื้นฐานทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม

พระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ) ได้อธิบายไว้ในหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร ทางสู่พระนิพพาน มีความว่า ธาตุ ๔ เหล่านี้ บางแห่งเรียกว่า มหาภูตรูป คือ รูปใหญ่โตปรากฏชัด แปลว่า รูปที่ใหญ่โตโดยรูปร่างและปรากฏชัดโดยลักษณะ เพราะวัตถุสิ่งของทั้งสิ้นประกอบขึ้นจากรูปเหล่านี้ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตนเด่นชัดกล่าวคือ

๑) ปฐวีธาตุ ธาตุดิน มีลักษณะแข็ง หรืออ่อน

๒) อาโปธาตุ ธาตุน้า มีลักษณะไหล หรือเกาะกุม

๓) เตโชธาตุ ธาตุไฟ มีลักษณะเย็น หรือร้อน

๔) วาโยธาตุ ธาตุลม มีลักษณะหย่อน หรือตึง[๘๕]

 ธาตุดินเป็นส่วนประกอบที่เป็นของแข็ง มาแทนที่อากาศ ในความรู้สึกว่า มันแข็ง มันนุ่ม มันอ่อน อย่างนี้ธาตุดิน ธาตุน้ำเป็นส่วนประกอบที่เอิบอาบ ซึมซาบ ดึงดูดกันและกัน ธาตุไฟเป็นความร้อนที่อยู่ในร่างกาย ธาตุลมเป็นส่วนที่เคลื่อนที่ เคลื่อนไหวได้ ความตึง ความหย่อนในร่างกาย ร่างกายประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ ถ้าดูเห็นอย่างนี้ก็ชื่อว่าตามดูกายในกาย เห็นกายว่าเป็น เพียงสักแต่ว่ากาย เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เห็นลมหายใจเป็นธาตุ เป็นธาตุที่ไหลเข้าและไหลออกอยู่ในธาตุ[๘๖]

ทำไมเรื่องของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้เท่าทันความเป็นจริง ก็เพื่อให้รู้ถึงมูลฐานซึ่งเป็นที่มาของชีวิตฝ่ายกายทั้งหมดอย่างแท้จริง ซึ่งมีประโยชน์ คือ

-          ทำให้รู้ว่าธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตฝ่ายกาย เกิดจากการปรุงแต่งของธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้นเอง

-          ทำให้รู้ว่าชีวิตฝ่ายกาย มีความต้องการตามธรรมชาติกล่าวคือ ต้องการธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่อยู่ในรูปของปัจจัย ๔(คือ อาหาร,เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค) เพื่อหล่อเลี้ยงค้ำจุนชีวิตฝ่ายกายให้สามารถดำรงอยู่ได้เป็นปกติสุข

-     ทำให้รู้ถึงคุณค่าและความหมายที่ถูกต้องของธรรมชาติฝ่ายรูปธรรมทั้งหมดที่อยู่ภายนอก ว่ามีต่อธรรมชาติของชีวิตฝ่ายกายอย่างไร กล่าวโดยสรุป คือ เพื่อหล่อเลี้ยงค้ำจุนชีวิตฝ่ายกายให้สามารถดำรงอยู่ได้เป็นปกติสุข

-          ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วธรรมชาติฝ่ายวัตถุ หรือที่เป็นรูปธรรมทั้งหลาย ล้วนเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งสิ้น ทำให้ไม่เกิดความหลงใหล ไม่ถูกครอบงำ โดยวัตถุใด ๆ ไม่ให้ค่าของวัตถุใดว่ามีมากกว่าหรือน้อยกว่าวัตถุใด เพราะรู้เท่าทันความเป็นจริงว่า วัตถุต่าง ๆ เสมอกันหมด โดยความเป็นของที่ปรุงขึ้นมาจากธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้นเอง

-          หากมีสติตามเห็นและรู้เท่าทันความเป็นจริงของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มากยิ่งขึ้นไปอีก จะทำให้ล่วงรู้ถึงกฎธรรมชาติที่เรียกว่า อุตุนิยาม ซึ่งจะทำให้รู้ถึงวิถีวิวัฒนาการด้านกาย ภาพของธรรมชาติว่าจะต้องมีการปรับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ในธรรมชาติให้เกิดความสมดุลและพอเหมาะพอดีอย่างไร พีชนิยาม หรือพืช และจิตตนิยาม หรือสัตว์ จึงจะสามารถบังเกิดขึ้นมาได้

-          นอกจากนั้นยังสามารถนำความรู้เรื่องธาตุ ๔ นี้ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์และประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ทางด้านวัตถุได้มากมายมหาศาล รวมไปถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ของกายได้อีกด้วยจะเห็นได้ว่าการแพทย์ในโลกตะวันออก มีหลักการรักษาโรคที่สำคัญคือการปรับธาตุต่าง ๆ ให้มีความสมดุล เพื่อให้ธาตุต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดี[๘๗]

 

๖. หมวดป่าช้า ๙ หมวด

            ภิกษุทั้งหลาย  อีกประการหนึ่ง

๑.   ภิกษุเห็นซากศพอันเขาทิ้งไว้ในป่าช้าซึ่งตายแล้ว   ๑  วัน  ตายแล้ว  ๒  วัน  หรือตายแล้ว  ๓  วัน  เป็นศพขึ้นอืด  ศพเขียวคล้ำ  ศพมีน้ำเหลืองเยิ้ม  แม้ฉันใด  ภิกษุนั้นนำกายนี้เข้าไปเปรียบเทียบให้เห็นว่า  ‘ถึงกายนี้ก็มีสภาพอย่างนั้น  มีลักษณะอย่างนั้น  ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้’    ฉันนั้น

๒.    ภิกษุเห็นซากศพอันเขาทิ้งไว้ในป่าช้าซึ่งถูกกาจิกกิน  นกตะกรุมจิกกิน  แร้งทึ้งกิน  สุนัขกัดกิน  สุนัขจิ้งจอกกัดกิน  หรือสัตว์เล็ก ๆ หลายชนิดกัดกินอยู่  แม้ฉันใด  ภิกษุนั้นนำกายนี้เข้าไปเปรียบเทียบให้เห็นว่า  ‘ถึงกายนี้ก็มีสภาพอย่างนั้น  มีลักษณะอย่างนั้นไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้’  ฉันนั้น

๓.    ภิกษุเห็นซากศพอันเขาทิ้งไว้ในป่าช้า  เป็นโครงกระดูกยังมีเนื้อและเลือด  มีเอ็นรึงรัดอยู่  แม้ฉันใด  ภิกษุนั้นนำกายนี้เข้าไปเปรียบเทียบให้เห็นว่า  ‘ถึงกายนี้ก็มีสภาพอย่างนั้น  มีลักษณะอย่างนั้น  ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้’  ฉันนั้น

๔.  ภิกษุเห็นซากศพอันเขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นโครงกระดูกไม่มีเนื้อ แต่ยังมีเลือดเปื้อนเปรอะ  มีเอ็นรึงรัดอยู่  แม้ฉันใด  ภิกษุนั้นนำกายนี้เข้าไปเปรียบเทียบให้เห็นว่า ‘ถึงกายนี้ก็มีสภาพอย่างนั้น  มีลักษณะอย่างนั้น  ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้’  ฉันนั้น

๕.  ภิกษุเห็นซากศพอันเขาทิ้งไว้ในป่าช้า  เป็นโครงกระดูกไม่มีเลือดและเนื้อ  แต่ยังมีเอ็นรึงรัดอยู่  แม้ฉันใด  ภิกษุนั้นนำกายนี้เข้าไปเปรียบเทียบให้เห็นว่า  ‘ถึงกายนี้ก็มีสภาพอย่างนั้น มีลักษณะอย่างนั้น  ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้’ ฉันนั้น

๖.  ภิกษุเห็นซากศพอันเขาทิ้งไว้ในป่าช้า  เป็นโครงกระดูกไม่มีเอ็นรึงรัดแล้วกระจุยกระจายไปในทิศใหญ่  ทิศเฉียง  คือ  กระดูกมืออยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกเท้าอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกแข้งอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกขาอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกสะเอวอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกหลังอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกซี่โครงอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกหน้าอกอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกแขนอยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกไหล่อยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกคออยู่ทางทิศหนึ่ง  กระดูกคางอยู่ทางทิศหนึ่งกระดูกฟันอยู่ทางทิศหนึ่ง&nb