วิธีรายงานอารมณ์ (โดยย่อ)
การส่งอารมณ์

เมื่อผู้ปฏิบัติได้ฝึกเดินจงกรมระยะที่หนึ่ง ได้นั่งสมาธิตามที่กำหนดไว้ และได้เจริญสติให้ทันอารมณ์ปัจจุบัน ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถหลังจากนั่งสมาธิแล้ว ครูผู้ฝึกจะเป็นผู้ติดตามผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติ ให้ผู้ปฏิบัติเล่าถึงผลการปฏิบัติที่ทำไปแล้วให้กันและกันฟัง เมื่อครูผู้ฝึกได้ทราบแล้วจะได้ชี้สิ่งที่ควรแก้ไข หรือสั่งที่ควรจะทำต่อไป 

วิธีรายงานอารมณ์ (โดยย่อ)

                    เพื่อเป็นการทดสอบผลของผู้ปฏิบัติ อาจารย์ผู้สอนจะสอบอารมณ์ในประเด็นต่อไปนี้
                 -   สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวอิริยาบถย่อยทั้งวันที่ผ่านมาได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
                    -   จับสภาวะอาการ พอง-ยุบ อาการเดินได้หรือไม่
                   -   รักษาทวารทางตาได้หรือไม่
                    -   กำหนดสภาวะทางจิตและความนึกคิดได้หรือไม่
                   -   กำหนดเวทนาได้อย่างไร
                    -   กำหนดอาการทางทวารทั้ง 6 ได้ทันหรือไม่ และได้ประสบการณ์อะไรจากการกำหนด
                    -   ให้รายงานประสบการณ์ตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดเดาขึ้น รายงานอารมณ์เท่าที่จำได้และปรากฎชัด พระอาจารย์จะได้ช่วยเหลือได้ตรงจุด
                    -   การส่งอารมณ์ควรพูดเฉพาะเนื้อหาสาระประเด็นสำคัญ ๆ เท่านั้น เพื่อจะได้มีเวลาชี้แนะข้อควรปฏิบัติขั้นต่อไป

                    ในเทปบันทึก*เทศน์ลำดับญาณ ของ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก  ญาณสิทฺธิ) กล่าวถึง การสอบอารมณ์ระหว่างพระอาจารย์  กับผู้ปฏิบัติไว้ดังนี้

                    พระอาจารย์          “เมื่อนิมิตมา วิธีถูกต้องให้กำหนดเห็นหนอ ๆ ๆ ถ้า 3 หนหาย แสดงว่าสติสมาธิดีขึ้น ถ้ากำหนดเห็นหนอ ๆ ๆ นิมิตหายช้า แสดงว่าสติสมาธิอ่อนใช้ไม่ได้ จะแก้อย่างไร ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม  ใหม่ สมาธิไม่พอ เพราะฉะนั้นมันเตือนบอกให้รู้ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์”
                   “หลวงพ่อทำมากี่ปี”
                    หลวงพ่อ               “43 ปี”
                    พระอาจารย์           “ไปถึงไหน”
                    หลวงพ่อ               “ถึงธรรมกาย”
                    พระอาจารย์           “ดี ดีแล้ว หลวงพ่อ ต่อไปให้เดิน30 นั่ง 30 (นาที)”
                                                    เมื่อไปสอบอารมณ์ใหม่
                    พระอาจารย์           “เป็นอย่างไรบ้างหลวงพ่อ นั่งเห็นอะไรบ้าง”
                    หลวงพ่อ               “เห็นพระพุทธเจ้า จับมือถือแขนกันได้ พูดคุยกันได้”
                                                    นี่ญาณ 3 (สัมมสนญาณ) เราก็รู้แล้วท่านตอบไปตามเรื่อง นั่นเป็นอารมณ์ของสมถะ
                    พระอาจารย์           “ดีหลวงพ่อให้หลวงพ่อกำหนด เห็นหนอ ๆ ๆ นี้จะยกขึ้นสู่วิปัสสนา” เห็นหนอ ๆ ๆ 8 หนหายนี้สมาธิอ่อนใช้ไม่ได้ ต้องเพิ่มให้เดิน 40 นั่ง 40 (นาที)”  
                    พอเดิน 40 นั่ง 40  เวลาสอบอารมณ์วันหลัง
                    พระอาจารย์           “เป็นอย่างไรหลวงพ่อ”
                    หลวงพ่อ               “เห็นพระสงฆ์เยอะ”
                    พระอาจารย์           “หลวงพ่ออยู่ที่ไหน”
                    หลวงพ่อ               “ผมก็นั่งอยู่กับท่าน”  นี่กรรมฐานรั่ว เราก็ไม่ว่า
                    พระอาจารย์           “ดีหลวงพ่อ แต่ให้กำหนด เห็นหนอ ๆ ๆ”
                   6 หนหายดีขึ้นกว่าวานนี้หน่วยหนึ่ง แต่ยังใช้ไม่ได้ สมาธิยังไม่พอ ให้เดิน 50 นั่ง  (นาที
                    พระอาจารย์           “เป็นอย่างไรหลวงพ่อ (เดิน 50 นั่ง 50)”
                    หลวงพ่อ               “ธรรมกายมาบ่อย ๆ”
                    พระอาจารย์           “ดี ในประเทศไทยหลวงพ่อทำได้ดีมาก แต่ให้หลวงพ่อกำหนดครับ เห็นหนอ ๆ”
                    หลวงพ่อ               “เวลากำหนดเห็นหนอ ๆ พอเห็นหนอหนที่ 3 นี่ ขาดวับ ตกใจเลย จึงคิดได้ว่า โอ เรานี้เป็นขี้ข้าคนมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เท่าไหร่ก็จะตาย”
                    พระอาจารย์           “ตรงที่มันขาดวับ ก็คือ ญาณที่ 4 นั่นแหละ อุทยัพพยญาณ เห็นรูปนามเกิดดับเกิดดับจริง ๆ ที่พิจารณาว่า โอ เรานี้เป็นขี้ข้าของคนมาหลายสิบปีนี้ เป็นญาณที่ 3 ใช่จินตาญาณ ส่วนที่มันขาดวับ (นิมิตหายไป) นั่นญาณ 4 เวลาเกิดมันเกิดอย่างนี้ สภาวธรรมที่หลงทาง ก็หลงทางอยู่ตรงนี้”             


*พระมหาอุเทน (ปธ.9) แห่งวัดชนะสงคราม กล่าวไว้ในหนังสือพุทธวิทยาที่น่ารู้เล่ม 3 หน้า 190
- พระอาจารย์ หมายถึง พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก  ญาณสิทฺธิ)
- หลวงพ่อ หมายถึง พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) 

 การที่ผู้ปฏิบัติกล่าวว่า ตนได้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกสถิตมั่นอยู่ในอายตนะนิพพาน หรือที่กล่าวว่าตนได้เห็น กายหยาบ กายละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กายพระอริยบุคคล มีพระอรหันต์เป็นต้นก็ดี จึงเป็นเพียงนิมิตที่เกิดจากสมาธิ ด้วยการนึกไปโน้มไป เป็นเพียงอารมณ์ของสมถะ มิใช่อารมณ์ของวิปัสสนา

เพราะในวิปัสสนาญาณตั้งแต่อุทยัพพยญาณอย่างแก่ จนถึงปัจจเวกขณญาณไม่มีนิมิต มีแต่รูป-นามล้วน ๆ เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ มิใช่อารมณ์บัญญัติ จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างอารมณ์ของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ในสมถกรรมฐานมีบัญญัติเป็นอารมณ์ ในวิปัสสนากรรมฐานมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ เรื่องของนิมิตเป็นเพียงผลระดับขั้นพื้นฐานของการเจริญทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอุปกิเลสที่เกิดขึ้น หากไม่มนสิการให้ดีจะเกิดการชื่นชมหลงใหลหลงทาง เข้าใจว่าถึงเป้าหมายแล้ว แต่แท้ที่จริงยังห่างไกลนัก(พระมหาอุเทน (ปธ.9) วัดชนะสงคราม “พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา” ใน พุทธวิทยาที่น่ารู้ เล่ม 3หน้า 191-192) 

                   การประเมินผล

                    การประเมินผลนั้นจะประเมินตามวัตถุประสงค์ของพฤติกรรม เป็นการตรวจสอบสภาวะญาณ และเป็นการแก้ความเข้าใจผิดไปในตัว มีวิธีการคือ                   -   ให้ผู้ปฏิบัติรายงานการทำกิจกรรมตามความเป็นจริง
                    -   สังเกตการณ์
                    -   การตรวจสอบตามวัตถุประสงค์
                    -   การสอบสวนทวนความ
                    -   ให้สอบถามปัญหาตามบทเรียน
                    ข้อดีของการปฏิบัติสายวัดมหาธาตุ ฯ นี้ ก็คือ พระอาจารย์และผู้ฝึกได้มีความใกล้ชิด และสามารถต่อบทเรียน สอบอารมณ์ ทำให้มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันในการฝึกแต่ละครั้ง พระอาจารย์จะนำในการฝึกหลายอิริยาบถ เช่น พาเดินจงกรม แล้วนำในการท่องคำภาวนาไปด้วย ทำให้ผู้ฝึกติดตามได้ไม่เบื่อง่าย (วริยา  ชินวรรโณ และคณะ 2537 : 247) 

ที่มา :http://abhidhamonline.org/thesis/thesis6/thesis631.htm