สมถวิปัสสนากรรมฐานแบบไตรลักษณ์

สมถวิปัสสนากรรมฐานแบบไตรลักษณ์

       มีหลายท่านที่จะพยายามยกย่อง การเจริญวิปัสสนาแบบไตรลักษณ์ว่า เป็นการเจริญวิปัสสนา แบบสติปัฏฐาน    การ
ยกย่องเช่นนี้รู้สึกว่า ออกจะมีนโยบายรุกรานมากไปสักหน่อยทั้งนี้เพราะ พระพุทธองค์ทรงประทานมหาสติปัฏฐานสูตรแก่
ชาวโลก  ในฐานะเป็นของกลาง  ไม่ว่าวิปัสสนาแบบไหน   ก็มีโอกาสได้แอบอิงมหาสติปัฏฐานสูตรได้ทุกประเภท การเจริญ
วิปัสสนาแบบไตรลักษณ์เป็นการเจริญกรรมฐาน  เพื่อหวังปัญญาวิมุตติ    สามารถบรรลุมรรคผลได้ง่ายกว่า  การเจริญ
วิปัสสนาแบบอื่น แต่ก็ได้เพียงผลอันสืบมาแต่ปัจจัยภายนอกไม่มีความสามารถกระจุ๋มกระจิ๋มที่เรียกว่า อภิญญา ไว้ประดับ
สติปัญญา  นอกเสียจากว่า จะกลับมาเจริญกรรมฐาน  เพื่อหวังเจโตวิมุตติอีกครั้ง

โดยทั่วไป   การเจริญวิปัสสนามีอยู่ 3 ลักษณะ   คือ

1.    เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
2.   เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
3.   เจริญสมถะคู่กับวิปัสสนา

           วิปัสสนาแบบไตรลักษณ์นี้    อาจอธิบายวิปัสสนาได้สองนัย    นัยหนึ่งอธิบายโดยแสดงการเจริญอย่างมีสมถะเป็น
เบื้องต้น และอีกนัยหนึ่งอย่างมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น    แต่ในที่นี้  จะอธิบายทั้งสองนัยนี้พร้อมกัน      ในแง่การปฏิบัติ
วิปัสสนาแบบไตรลักษณ์   มีวิปัสสนาญาณอยู่ 16 ญาณ    ญาณทั้ง 16 นี้ใกล้ชิดกันมาก ยากต่อการอธิบาย ฉะนั้น จึง
ปรากฏว่า ไม่ว่าตำราไหนก็ตำรานั้น พากันลอกวิสุทธิมรรคกันมาเป็นแถวๆ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะกลัวจะถูกหาว่าเก่งกว่าพระ
อรหันต์ มีแต่ตำราของพระสังฆราชไก่เถื่อน   และ  แบบเวียงจันทน์เท่านั้น ที่อธิบายความเข้าใจ แต่ก็อธิบายไว้สั้นๆ
อ่านไม่ค่อยเข้าใจ การกำหนดอิริยาบถและสัมปชัญญะเพื่อเจริญวิปัสสนานั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการกำหนดเสียง เพราะ
ถ้ากำหนดด้วยสัมผัสอย่างอื่น   อาจมีอารมณ์ลวงเกิดขึ้นได้
  +
วิปัสสนา  16  ญาณ   ได้แก่

1.   นามรูปปริจเฉทญาณ   คือการกำหนดรู้หรือเห็นว่า   กายนั้นอยู่ส่วนหนึ่ง   จิตนั้นอยู่อีกส่วนหนึ่ง

2. นามรูปปัจจยปริคคหญาณ คือการกำหนดรู้หรือเห็นว่ากายนั้นเป็นผู้ทำการเคลื่อนไหว ส่วนจิตเป็นผู้บังคับบัญชาการ
เคลื่อนไหวของกาย  หรืออีกนัยหนึ่ง เห็นหรือกำหนดรู้ว่ากายนั้นเป็นอนิจจัง  ส่วนจิตซึ่งขณะนี้ยังนับเนื่องในวิญญาณนั้นคง
ที่  ไม่ว่ากายจะเป็นรูปมนุษย์และสัตว์  เห็นและกำหนดรู้ว่า การมีกายนี้เกิดขึ้นทำให้มีความทุกข์ และกายไม่ใช่ตัวตนของ
เรา   เป็นเพียงผลของตัณหาและกรรม

3.   สัมมสนญาณ    คือการกำหนดรู้และเห็นกายและจิตได้ตามความเป็นจริง   และกำหนดรู้เห็นว่ากายและจิต  สามารถ
แยกจากกันได้

       การปฏิบัติวิปัสสนาแบบไตรลักษณ์ จะกำหนดรู้ญาณนี้ได้ว่า   กายภายในนั้น เปรียบเหมือนถ้ำที่กักขังจิตไว้  ส่วนจิตดิ่ง
อยู่ตรงกลางถ้ำกายภายใน ตามความเป็นจริงนั้นเป็นรูปถุง ปากถุงอยู่ตรงส่วนบนของลิ้นปี่   แล้วโค้งตามชายโครงไปตาม
สีข้าง แล้วโค้งตามลำตัวห่างจากสีข้างเข้าไปประมาณครึ่งนิ้วลงไปยังท้องน้อย บรรจบกันเป็นรูปถุง ส่วนจิตนั้นลอยอยู่ตรง
กลาง จิตตามความเป็นจริงในที่นี้คือ มหาภูตรูป พร้อมด้วยจิตและวิญญาณและดวงอากาศธาตุ ตรงจุดนี้เป็นจุดที่วิชชา
ธรรมกายเริ่มต้น โดยเดินไปคนละทิศ คือเดินไปทางทิศตรงกันข้าม   การแทงตลอดลึกเข้าไปในปัจจัยภายใน ตามวิธีปฏิบัติ
ในวิชชาธรรมกายมากเท่าใด   วิปัสสนาญาณเช่นที่เกิดในวิปัสสนาแบบไตรลักษณ์  ก็เกิดสูงขึ้นเท่านั้นพร้อมกันไปด้วย

         นักปฏิบัติตามแบบของวิชชาธรรมกาย จะสามารถเห็นญาณนี้  ได้โดยละเอียด    ญาณนี้แปลกกว่าญาณอื่นอีก 13
ญาณถัดไป  กล่าวคือ ญาณนี้ต้องเห็นเสียก่อน  จึงจะกำหนดรู้ได้อย่างละเอียด   ญาณทั้งสามญาณที่กล่าวมาแล้วนี้ 
เห็นและกำหนดรู้พร้อมกัน  ด้วยเหตุนี้ นักปฏิบัติโบราณจึงกำหนดว่า  วิปัสสนาญาณเริ่มตั้งแต่ สัมมสนญาณ

         สมมุติว่าในขณะปฏิบัติอยู่นั้น เกิดปวดฟันขึ้นมา และได้หันไปกำหนดที่การปวดฟันนั้น จะรู้สึกว่าฟันและการปวดออกไป
อยู่ทางหนึ่ง จิตอยู่อีกทางหนึ่ง ความเจ็บปวดไม่เกาะอยู่ที่จิตคือไม่มีความเจ็บเลย     นี่เป็นการกำหนดรู้เวทนาในเวทนา 
เป็นการกำหนดรู้ทั้งเวทนาภายในและเวทนาภายนอก     การกำหนดที่การปวดฟันนี้  ต้องมีตัวรู้ตามไปด้วยทุกขณะ     มิ
ฉะนั้นจะปวดมากขึ้น

         นิมิตวิมาน ปราสาท เทพ พรหม และสิงสาราสัตว์ที่ได้เคยก่อกรรมทำเข็ญไว้ ถ้าจะปรากฏให้เห็น ก็จะปรากฏนอกขอบ
ถุง ในทางปฏิบัติจะต้องสละคืนนิมิตเหล่านี้ และสละคืนตัวถุงด้วย ให้ความรู้สึกเกาะอยู่ที่จิตอย่างเดียว  นิ่งอยู่ได้สำเร็จ   
ญาณต่อไปก็เกิดขึ้น

4. อุทยัพพยญาณ คือ ญาณกำหนดรู้การเกิดดับของกายและจิต ได้แก่    จิตเต้นถี่เร็วเข้าๆ  คล้ายกระแสความถี่ของวิทยุ
หรือคล้ายฝนตกจั้กๆ  ทำท่าจะดับ ว่างเปล่าไป  ญาณนี้ทางสมถะก็อาจปฏิบัติได้ แต่       ที่ไม่เป็นวิปัสสนาก็เพราะ  ไม่ได้
เห็นกายและจิต     จึงไม่มีเชื้อของ  นิพพิทาญาณ

5.  ภังคญาณ   คือ ญาณกำหนดรู้ความดับ หรือ แตกสลายของกายและจิต   เมื่อจิตเต้นถี่เร็วๆเข้า   กายก็ดับว่างเปล่าไป  
ญาณนี้เป็นที่เริ่มต้นของคำว่า  จิตว่าง  ไม่มีการเห็นตั้งแต่ญาณนี้เป็นต้นไป     กล่าวคือ  แต่ญาณนี้เป็นอารมณ์ปรมัตถ์

          มีข้อสังเกตว่า  กายหรือรูปได้ดับไปแล้วอย่างเด็ดขาดวิปัสสนาญาณต่อไป   จะไม่มีอาการที่สืบมาแต่กาย  โดยกาย
เป็นใหญ่เกิดขึ้นเลย  ถ้ามีอาการเกี่ยวกับกาย  โดยกายเป็นใหญ่เกิดขึ้น     อาการนั้นเป็นอาการของปีติ    ไม่ใช่วิปัสสนาญาณ
ญาณต่อไป  เป็นการแยกนาม หรือ เวทนา  สัญญา  สังขาร วิญญาณ  ออกจากมหาภูตรูป    จิตจึงเริ่มมีความหมายใหม่
ว่า  นามรูป

6. ภยตูปัฏฐานญาณ คือการกำหนดรู้ว่านามรูปเป็นภัยที่น่ากลัว ได้แก่ อาการรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างแรง    ญาณนี้เป็น
ญาณแรกใน  6  ญาณ     ที่แสดงอาการของทุกข์ในวิปัสสนา      ญาณนี้จะกำหนดรู้ได้ชัดในเที่ยวที่สอง

7. อาทีนวญาณ คือการกำหนดรู้โทษของนามรูป เนื่องจากอาการกระสับกระส่ายของญาณที่ 6 ผู้ปฏิบัติจะมีความรู้สึกอึด
อัด คล้ายถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ  ที่มีอากาศน้อย    ญาณนี้เป็นญาณที่สองที่แสดงอาการของทุกข์   และจะกำหนดรู้ได้ชัดใน
เที่ยวที่สอง

8. นิพพิทาญาณ  คือการกำหนดรู้ความเบื่อหน่ายในสังขารได้แก่  ความรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิต พร้อมกับรู้สึกว่าชีวิตเราเกิด
มานี้ เป็นอนิจจัง ไม่มีความแน่นอนเป็นแก่นสารอะไรเลย มีแต่ความทุกข์   ถ้าไม่ต้องเกิดเสียได้  ก็จะไม่มีทุกข์อีกต่อไป เป็น
การรู้ว่าจิตมีธรรมอื่นๆยิ่งกว่า หรือเป็นการกำหนดรู้จิตในจิต ในเที่ยวที่สอง ญาณนี้จะปรากฏขึ้นระหว่างอาการของทุกข์แวบ
เดียว   เพื่อให้กำหนดรู้  สมุทัย  ญาณนี้เป็นญาณที่สาม  ที่แสดงอาการของทุกข์

        ญาณนี้จะกำหนดรู้  ปฏิจจสมุปบาทธรรม  รวมทั้งรู้ว่ ถ้าดับตัณหาและอุปทานเสียได้    ก็จะเป็นการดับทุกข์

9. มุญจิตุกัมยตาญาณ  คือการกำหนดรู้ความปรารถนา ใคร่จะหลุดพ้นไปจากทุกข์  เมื่อผู้ปฏิบัติรู้สึกอึดอัด  จิตนั้นก็เริ่ม
พยายามดิ้น เพื่อจะออกไปนอกตัว  คล้ายปลาที่อยากออกไปจากแห   ญาณนี้เป็นญาณที่สี่   ที่แสดงอาการของทุกข์   จะ
กำหนดรู้ได้ชัดในเที่ยวที่สอง

10. ปฏิสังขาญาณ คือการกำหนดรู้ความพยายามจะให้พ้นไปจากทุกข์ ได้แก่การกำหนดรู้ว่า เมื่อพยายามอย่างนิ่มนวลไม่
สำเร็จ จิต      ก็ดิ้นแรงขึ้น   แต่ภังคญาณเป็นต้นมา  กายได้ดับลงสนิทแล้ว    จิตจึงมีความเป็นใหญ่    ฉะนั้น เมื่อจิตดิ้น
กายก็ดิ้นตามไปด้วย   การดิ้นของจิต เพื่อหนีจากทุกข์นี้ มีความรุนแรงถึงกับดิ้นปัดๆ ในอาการเช่นเดียวกับปลาติดแหแล้ว
ดิ้น และจะมีกลิ่นสาบออกมาจากตัวด้วย ญาณนี้เป็น ญาณที่ห้า   ที่แสดงอาการของทุกข์    จะกำหนดรู้ได้ชัดในเที่ยวที่สอง

11. สังขารุเปกขาญาณ คือการกำหนดรู้การวางเฉยของนามรูป เมื่อพยายามจะออกไปจากกองทุกข์นี้ไม่สำเร็จ      ก็ปล่อย
ไปตามเรื่อง หรือวางเฉยเสีย  บางท่านว่าเหมือนความรู้สึกต่อสตรี ที่ได้หย่าขาด    จากกันแล้ว  นี่เป็นการรู้นิโรธในความ
หมายว่าเป็นการดับทุกข์  ในทางปฏิบัติจะเห็นญาณนี้แวบเดียวแต่ก็สามารถทำให้ทุกข์มหาศาลในวิปัสสนาดับลงได้โดยฉับ
พลัน ญาณนี้ เป็นญาณสุดท้าย ที่แสดงอาการของทุกข์    จะกำหนดรู้ได้ในเที่ยวที่สอง

       นิโรธในวิปัสสนาแบบไตรลักษณ์ มีความหมายแต่เพียงว่าเป็นการดับทุกข์   ส่วนนิโรธในความหมายว่า ทำให้แจ้งแห่ง
สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ตามสัจจกถาปฏิสัมภิทามรรคนั้น  มีอยู่แต่ในวิชชาธรรมกาย และ  วิปัสสนาแบบโบราณเท่านั้น


12. อนุโลมญาณ คือการปล่อยไปตามวิถีแห่งอารมณ์นิพพานจะมีปัญญาแนะให้รู้ว่า มีญาณวิถีเกิดขึ้น เพื่อจะช่วยให้ข้ามไป
ยังฐานะใหม่    พ้นไปจากทุกข์ของโลกนี้    ถ้าผู้ปฏิบัติยังเสียดายโลกียวิสัย  ก็จะไม่กล้าเกาะญาณวิถีนี้ไป  แต่ถ้าเบื่อหน่าย
ชีวิตในสภาพปัจจุบันนี้  ก็จะ  มีปัญญา   แนะให้ยอมเป็น  ยอมตาย  เกาะญาณวิถีนี้ไป

      สำหรับผู้เคยปฏิบัติทางสมถะมาก่อน ญาณวิถีที่เกิดขึ้นในตอน  นี้  จะมีอาการดูดหนุบๆ    ถ้ามีสติไม่ตกใจมาก ก็จะชะงัก
อยู่นิดหนึ่ง แล้วข้ามโคตรปุถุชนไป    ถ้าตกใจมากก็ไม่อาจจะข้ามไปได้

13. โคตรภูญาณ  คือการกำหนดรู้การข้ามโคตรปุถุชน เมื่อ ตัดสินใจ  เกาะญาณวิถีต่อไป    ญาณวิถีจะพากระโดดข้าม
โคตรปุถุชน

14.  มัคคญาณ   ได้แก่   ระยะทางจากจุดที่เริ่มตัดสินใจเกาะญาณวิถี กระโดดข้ามโคตรปุถุชน มาถึงจุดที่ญาณวิถีกระโดด
มาถึงที่หมาย   อาการของมรรคที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้  มีผู้นำไปผูกเป็นสำนวนว่า  เป็นการข้ามไปยังฝั่งขวา  ที่ระบุว่าเป็นฝั่ง
ขวา   เพราะในพระพุทธศาสนานิยมการเวียนขวา

15.  ผลญาณ    คือการกำหนดรู้ จุดที่ญาณวิถีกระโดดข้ามมาถึงที่หมาย  การปฏิบัติแบบวิชชาธรรมกาย จะทำให้สามารถเห็น
ผลญาณ คือ  อายตนะนิพพาน อีกด้วย

16. ปัจจเวกขณญาณ ต่อจากผลญาณ จะมีภวังค์คั่นอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วจะมีญาณบอกให้รู้ว่า มีปัญญาได้อะไรมาแล้วบ้าง
การปฏิบัติในเที่ยวแรก วิปัสสนาญาณจะเกิดแต่สัมมสนญาณขึ้นมาตามลำดับ จนถึงภังคญาณ ข้ามไปกำหนดรู้
นิพพิทาญาณ แล้วก็อนุโลมญาณ ต่อไป     ก็บรรลุมรรคผลเป็นการได้ อนิจจสัญญา  ในเที่ยวนี้จะกำหนดรู้สมุทัยและมรรค
ได้ชัดเจน   มีข้อสังเกตว่าการปฏิบัติวิปัสสนาแบบไตรลักษณ์นี้  จะต้องมีศีล  ต้องสละคืนสมาธิ  ต้องมีสติอยู่เสมอ  คือให้
มีตัวรู้ตามติดญาณไปทุกขณะ     แล้วตัวรู้นี้จะกลายเป็นปัญญา   ระวังอย่าหลงอยู่ใน วิปัสสนูปกิเลส    ซึ่งจะเกิดขึ้น
ในระหว่างการปฏิบัติ

      การจะเจริญวิปัสสนาแบบไตรลักษณ์เที่ยวสองได้นิพพิทาญาณจะต้องมีกำลังถึงกับแผ่เป็นวงกลม  ออกไปนอก
ตัว    ราว  1  ศอก      กำลังสมาธิในตอนนี้   เท่ากับกำลังสมาธิขั้น อรูปฌาน        นิพพิทาญาณหรือ ตัวอนิจจัง  หรือ
สมุทัยนี้     จะเป็นพื้นของวิปัสสนาญาณตลอดการปฏิบัติในเที่ยวสอง     การปฏิบัติจะเจริญขึ้น ตามลำดับ จนถึงภังค
ญาณ   แล้วก็จะกำหนดรู้ทุกข์ใน ภยตูปัฏฐานญาณ  และอาทีนวญาณ   จะกำหนดรู้ นิพพิทาญาณ นิดหนึ่ง    แล้วก็จะรู้
อาการของทุกข์ ต่อไป  ในมุญจิตุกัมยตาญาณ   ปฏิสังขาญาณ และ  สังขารุเปกขาญาณในที่สุด    ซึ่งแสดงว่าทุกข์ใน
วิปัสสนานั้นใหญ่หลวงนัก    ต้องใช้ญาณถึง 6 ญาณ   จึงจะกำหนดรู้อาการของทุกข์ได้ครบ  ภยตูปัฏฐานญาณ   อาทีนว
ญาณ และ  นิพพิทาญาณ   เป็นการกำหนดรู้ทุกข์      

      ส่วน มุญจิตุกัมยตาญาณ  ปฏิสังขาญาณ  และ สังขารุเปกขาญาณ    เป็นการกำหนดรู้ความพยายามให้พ้นทุกข์

      อาการของทุกข์เป็นสภาวะที่ไม่อาจจะทนทานได้ทีเดียว   จะระงับอย่างไรก็ไม่ได้   แม้จะพยายามใช้สมาธิระงับก็
เข้าไม่ถึง    พอทุกข์แรงจนถึงขีดสุด    ก็จะกำหนดรู้นิโรธในสังขารุเปกขาญาณ   แล้วก็อนุโลมไปตามญาณวิถี  ต่อจากนั้น
ก็จะกำหนดรู้อนัตตา ในความหมายว่าไม่ใช่ตัวตนของเรา และ ทุกข์เป็นสภาพที่ไม่อาจบังคับบัญชาได้    ซึ่งเท่ากับเป็น
ปัญญาผ่าน มัคคญาณ    ผลญาณไปด้วยในตัว    และเป็นการปรากฏของ อนัตตสัญญา

       มีข้อสังเกตว่า  จะต้องผ่านการปฏิบัติในเที่ยวแรกเสียก่อน   จึงจะสามารถกำหนดรู้พระไตรลักษณ์ได้ชัดเจน และ ใน
เที่ยวที่สองนี้    จะได้ผ่านอริยสัจ  4  อีกครั้ง   ทำให้สามารถกำหนดรู้อริยสัจ  4 ได้ชัดขึ้น     ซึ่งเท่ากับเป็นการเห็นธรรมใน
ธรรม  นิโรธมีอยู่แล้วที่สังขารุเปกขาญาณ  และนิพพิทาญาณ  แต่นิโรธทั้งสองแห่งเป็นนิโรธที่ยังหยาบอยู่

         สำหรับการปฏิบัติในเที่ยวสาม    ท่านผู้รู้แนะให้แต่เพียงว่า   นิพพิทาญาณ จะเป็นเจ้าเรือนอยู่ตามเดิม
ตามที่อธิบายมาข้างต้นว่า   การปฏิบัติในเที่ยวแรก  ได้ข้ามวิปัสสนาญาณไปสองแห่ง    ไม่ได้กำหนดรู้วิปัสสนาญาณ
รวม  5  ญาณนั้น   ไม่ได้หมายความว่า   ญาณนั้นๆไม่ได้เกิดขึ้น    ถ้าอาจารย์ผู้ควบคุมตรวจสอบอารมณ์กรรมฐานดู จะรู้
ว่า  อันที่จริง  ญาณนั้นเกิดขึ้นแต่ไม่ชัด   ผู้ปฏิบัติจึงไม่อาจรู้ได้    ต้องปฏิบัติเที่ยวที่หนึ่ง สามารถกำหนดรู้สาเหตุแห่งทุกข์
ได้แล้ว    จึงสามารถรู้ทุกข์ได้ชัด

        ผู้ที่ผ่านการปฏิบัติสมถภาวนามาแล้วอย่างโชกโชน  ย่อมผ่านอาการกายดับ  จิตว่างมาแล้วอย่างนับครั้งไม่ถ้วน  
ถ้ามีอะไรผิดสังเกต จิตจะรีบกลับไปนิ่งอยู่ที่ศูนย์ที่ตั้งจิตโดยอัตโนมัติทันที  ส่วนมากเห็นกายในกายและ จิต หรือ สัมมสน
ญาณแล้ว  การที่ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้  ก็เพราะไปอธิษฐานจิตเสีย   ถ้าเผอิญเกาะจิตนิ่งอยู่  ไม่คิดอะไรเลย ได้นานพอ
เพียง    ก็อาจบรรลุมรรคผลได้      ในกรณีพระสาวกที่บรรลุมรรคผลได้โดยฉับพลันก็เช่นเดียวกัน  ในขณะที่เลื่อมใสพระ
ธรรมข้อหนึ่งข้อใดนั้น   ศรัทธาในพระธรรมเอิบอาบซาบซ่านไปทั่วกายอย่างลึกซึ้ง   จนทำให้ความรู้สึกย้อนกลับมาดูกาย
และจิตทันที      เมื่อนิ่งอยู่ที่นั่น  อุทยัพพยญาณ  และ  ภังคญาณ  หรืออาการจิตว่างก็เกิด  แล้วนิพพิทาญาณก็จะเกิดตาม
มาโดยรวดเร็ว   ถ้าจิตละเอียดมากอยู่แล้ว  ก็อาจบรรลุมรรคผลขั้นต่ำ  สำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติสมถภาวนามาบ้าง ถ้าเปลี่ยน
ศูนย์ที่ตั้งจิตมาตั้งอยู่ที่เหนือสะดือสองนิ้ว      แล้วหยุดอธิษฐานจิต   อาจจะบรรลุมรรคผลได้เร็วกว่าการตั้งจิต
อยู่ที่ศูนย์อื่น

ถ้าเริ่มปฏิบัติสมถกรรมฐานมาก่อน    แล้วหันมาปฏิบัติวิปัสสนา    เรียกว่า   เป็นการเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็น
เบื้องต้น         ถ้าเริ่มปฏิบัติวิปัสสนาโดยตรงแล้ว    ความสามารถทางสมถะเกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้   เรียกว่า   การเจริญ
สมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
           เมื่อได้ อุทยัพพยญาณ แล้ว   จะมี   วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้น  10  ประการ  คือ

1. โอภาส     เห็นแสงสว่างมากผิดปกติ  สามารถเห็นที่ ต่างๆได้  ถ้าได้ปัญจมฌานแล้ว  อาจเห็นได้ถึงพรหม
2. ปีติ       ขนลุก และ รู้สึกวาบๆไปทั่วตัว     ลมพัดไปทั่ว  กายเป็นละลอก  มีอาการตัวจะลอยขึ้น  และ มีความเย็นเยือกวาบลงไปกลางกาย
  แล้วแผ่ไปทั่วตัว   คล้ายน้ำ      โกรกชะโงกผา
3. ปัสสัทธิ     รู้สึกว่าร่างกายโปร่ง    เบา   สงบมาก  มีความเย็นอย่างละเอียดเนียนๆ
4. อธิโมกข์    มีศรัทธาแก่กล้า อยากให้คนทั้งโลกมาเจริญวิปัสสนา
5. ปัคคหะ     มีความเพียรอยากปฏิบัติวิปัสสนา อย่าง หามรุ่ง  หามค่ำ
6. สุข           เป็นอุปกิเลสที่เกิดต่อจากปัสสัทธิ  คือ  เมื่อสงบแล้ว  ก็มีความรู้สึกเป็นสุข  ชนิดที่ไม่อาจจะหาได้ในโลกนี้
7. ญาณ        ทำวิปัสสนาญาณได้คล่องผิดกว่าปกติ
8. อุปัฏฐาน  กำหนดสติได้คล่องแคล่วทุกอิริยาบถ
9. อุเบกขา   วางเฉยไม่ยินดียินร้ายในเรื่องอะไรเลย
10. นิกันติ      ความอยาก    หยุดเพียงอุปกิเลสอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ตาม  

            ที่กล่าวมาข้างต้นวิปัสสนูปกิเลสนี้   อาจทำให้สำคัญผิดไปว่า   ตนได้บรรลุมรรคผลแล้ว หรือไม่  ก็หลงเพลิดเพลิน
อยู่ในอารมณ์เหล่านี้      จนไม่เป็นอันปฏิบัติสืบต่อไปตามมติของสำนักวัดมหาธาตุ   ผู้ปฏิบัติได้ญาณ  16  ญาณนี้
ครั้งหนึ่งจะบรรลุมรรคผลขั้นโสดาบัน  ถ้าได้สองครั้งจะบรรลุมรรคผลขั้นสกิทาคามี     ถ้าสามครั้งได้อนาคามี       สี่ครั้งได้
อรหัตผล  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บรรลุมรรคผล  โดยการเจริญวิปัสสนาแบบนี้   อาจจะกล่าวได้ว่า   มีดังต่อไปนี้

1. ต้องมีศีล
2. ต้องสละคืนสมาธิ
3. ต้องมีสติอยู่เสมอ  คือ ให้มีตัวรู้   ตามติดญาณไป ทุกขณะแล้วตัวรู้นี้  จะกลายเป็น ปัญญา
4. ต้องพยายามพิจารณา อุทยัพพยญาณ  ให้เห็น  ลักษณะของ  อนิจจัง  ทุกขัง  หรือ  อนัตตา
5. ระวังอย่าหลงอยู่ใน วิปัสสนูปกิเลส   (ข้อนี้ใช้เฉพาะการปฏิบัติในครั้งแรกเท่านั้น)

        เมื่อครั้งพุทธกาล    มีการบรรลุมรรคผลกันโดยฉับพลันเป็นจำนวนมาก  ถ้าพิจารณาดูให้ดี  จะเข้าใจว่าผู้บรรลุมรรคผล
ได้โดยฉับพลันเหล่านั้น  มีเงื่อนไขอยู่หลายประการ   เช่น
1.ด้วยอภินิหารของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2.ตนเองได้สร้างบุญบารมี   หรือ   มีนิสัยมาแล้วในชาติก่อนอย่างแก่กล้า
3.บุคคลชั้นกษัตริย์และพราหมณ์ ได้เจนจบไตรเพทมาแล้วส่วนมากได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ถ้าได้คำแนะนำที่ถูก
   ต้องอาจบรรลุอาสวักขยญาณได้ทันที
4.พระพุทธองค์สามารถทราบได้ว่า ในชาติก่อนบุคคลเหล่า   นั้นได้เคยมีความสลดใจในอาการอย่างไร  หรือ  เคยใช้
   อารมณ์อะไรมาเป็นกรรมฐาน จึงต่อกรรมฐานให้แก่บุคคลผู้   นั้นในอารมณ์เดียวกับที่ได้เคยมีมาในกาลก่อน
5.เป็นผู้ที่ได้ประสบกับความไม่เที่ยง  และ ความทุกข์อย่าง
    รุนแรงในโลกนี้  เพียงแต่แนะให้เข้าใจ   ลักษณะอนัตตา ก็อาจหลุดพ้นได้
             ด้วยเหตุนี้  ผู้บรรลุมรรคผลโดยฉับพลัน  จึงมีหลายประเภท  บางท่านก็เป็น  สุกขวิปัสสก  คือ บรรลุปัญญาวิมุตติ
บางท่านบรรลุ   เจโตวิมุตติ  บางท่านก็บรรลุทั้งสองทางหรือประกอบด้วย จตุปฏิสัมภิทา

              ผู้สำเร็จมรรคผล  ชั้นโสดาบัน    สามารถอดทนต่อความทุกข์ยากได้ดี อย่างน้อยจะรู้สึกตนว่าโชคดี  ไม่เสียทีที่ได้
เกิดมาพบพระพุทธศาสนา  บัดนี้ตนเองได้ประสบชัยชนะต่อทุกข์แล้ว  เป็นอันหวังได้ว่า  ชีวิตในชาติหน้า ไม่มีทางจะตก
ต่ำ พระโสดาบันอาจทำความผิดเล็ก  น้อยได้   ถ้าเป็นผู้เห็นทุกขลักษณ์ชัด จะมีกามราคะเบาบางมาก   แต่ความรู้สึกทาง
อารมณ์ยังมีอยู่   ส่วนผู้ที่เห็นชัดในด้านอนิจจัง และอนัตตา อาจมีชีวิตครองเรือนบ้าง  เพราะกามราคะถูกตัดไปไม่มาก
กามราคะของพระสกิทาคามี  จะเบาบางลงไปอีก   ขนาดมองเห็นของสวยของงาม โดยจิตใจไม่เคลื่อนที่    แต่ความรู้สึก
ทางอารมณ์ยังมีอยู่บ้างในยามเผลอ  ถ้าได้มรรคผลทางทุกขลักษณ์   ความรู้สึกทางอารมณ์จะสงบลงไป   แต่ยังอาจเกิด
ขึ้นได้  ต้องบรรลุมรรคผลชั้นอนาคามี   กามราคะจึงจะหมดไปอย่างเด็ดขาด

            ในปัจจุบันนี้มักจะมีการพูดกันอย่างหนาหูว่า   มนุษย์ผู้หญิงหรือผู้ชายก็คือ  โครงกระดูกที่หุ้มด้วยหนัง  หรือ  ถุงที่
บรรจุสิ่งปฏิกูล  ฟัง ๆ ดูอาจเข้าใจไปได้ว่า ผู้พูดเป็นผู้ปลงตกแล้ว  เพราะสำนวนนี้ถอดมาจากวิสุทธิมรรค ขอแนะนำว่าอย่า
ได้ไปหลงลมเป็นอันขาด จะเสียตัว     อารมณ์ของผู้ละกามราคะได้อย่างแท้จริงนั้น คือ   ผู้ที่มองเห็นความงามอ่อนช้อย
หรือ  ความงามที่บาดตา  มองเห็นความงามที่เยือกเย็น หรือความงามที่ยั่วยวน ด้วยอารมณ์อันว่างเปล่า   ถ้าเห็นมนุษย์เป็น
โครงกระดูกได้จริงๆ  ก็เป็นเพียงผู้มีความสามารถทางสมาธิสูงเท่านั้น  เมื่อใดกามราคะเกิดขึ้น  ตัณหาจะรุนแรงยิ่งกว่าคน
ธรรมดา  คนจำพวกนี้แหละที่สำคัญนัก  ต้องนำโครงกระดูกมาพิจารณา   ให้เกิดความสังเวชสลดใจใน อนิมิตตสมาธิ   กาม
วิตก  พยาบาทวิตก และ วิหิงสาวิตก จึงจะหลุดพ้นไปได้ หรือ ถ้าบุญบารมีถึง อาสวกิเลสอาจสิ้นไปด้วย  อาการหลุดพ้นจาก
กามวิตก  เสมือนความโล่งใจ เมื่อสามารถถอดแหวนที่คับนิ้วออกมาได้  หากแต่ในกรรมฐาน  เป็นความเบาระคนไปด้วย
ความสุขสงบ     เมื่อพ้นมาจากพันธนาการของตัณหา