ภาคปฏิบัติ (วิธีปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน)

ภาคปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ด้วยรูปแบบบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ

วิปัสสนากัมมัฏฐานหรือการเจริญสติปัฏฐาน คือการฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาในการลดละความทุกข์ และเพิ่มพูนความสุขได้อย่างยั่งยืน โดยมีสาระสำคัญต่อการปฏิบัติดังต่อไปนี้

 

๑.  การสมาทานพระกัมมัฏฐาน

จากอดีตถึงปัจจุบัน ขั้นตอนหรือประเพณีก่อนการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน จะเริ่มต้นด้วยการให้โยคีผู้ต้องการฝึกปฏิบัติ ทำการสมาทานพระกัมมัฏฐาน พร้อมกับขอขมาพระรัตนตรัยและวิปัสสนาจารย์ เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ในการรับฟังคำแนะนำสั่งสอน ที่มอบให้โดยไม่ปฏิบัติตามรูปแบบ หรือความเข้าใจของตนเอง  การสมาทานทำให้ผู้ฝึกเกิดความเข้าใจ, ความศรัทธา, ประโยชน์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน, ความร่วมมือ, ความขยันหมั่นเพียร และความน้อบน้อมต่อการเชื่อฟังคำแนะนำ สู่การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน 

การสมาทานสามารถทำได้ทุกวันพฤหัสกับวิปัสสนาจารย์ด้วยดอกไม้ ๑ พวง จากนั้นวิปัสสนาจารย์จะกล่าวคำอโหสิกรรม และให้โอวาท ในบทเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไป ถ้าผู้ปฏิบัติไม่พร้อมที่จะสมาทาน วิปัสสนาจารย์จะอนุโลมให้ฝึกไปก่อน แล้วค่อยหาเวลามาสมาทานในภายหลัง

หากศิษย์ท่านใดได้รับการฝึกไปแล้ว ภายหลังไม่เชื่อฟังคำสอนและคำว่ากล่าวตักเตือนของวิปัสสนาจารย์  หรือวิปัสสนาจารย์มีความเห็นว่าผู้ปฏิบัติได้เดินทางผิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตราย จากการติดในนิมิตหรือสภาวะ จนทำให้เกิดวิกลจริต หรืออาจทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักแล้ว วิปัสสนาจารย์พึงถอนพระกัมมัฏฐานจากศิษย์นั้นได้

 

๒. การกำหนด

สิ่งแรกที่ผู้ฝึกต้องทำความเข้าใจคือเรื่องการกำหนดเพราะเป็นอุปกรณ์สำคัญมาก ที่ใช้ฝึกปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้น และเป็นตัวช่วยนำพาไปสู่ความสำเร็จ หรือถึงเป้าหมายของวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือการเข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน 

การกำหนดมาจากภาษาบาลีว่า สัลลักขณา มีความหมายคล้ายคำว่า วิปัสสนา  การกำหนดคำว่า “ถูกหนอ ยินหนอ” คือการกำหนดทุกขอริยสัจ (หนึ่งในอริยสัจ ๔) แม้ว่าจะไม่ได้เป็นความเจ็บปวด(ทุกขเวทนา) แต่ก็จัดเป็นทุกข์ในขันธ์ ๕(รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) เพราะตกอยู่ในกฎพระไตรลักษณ์คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ซึ่งบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ต้องการไม่ได้  

คำว่า “กำหนดรู้อารมณ์” คือการกำหนดแล้วรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และเป็นการเห็นอารมณ์ต่างๆ คือรูปนั้นโดยความสิ้นไปและเสื่อมไป  การกำหนดเป็นบริกรรมภาวนา ซึ่งเป็นอุปกรณ์เพื่อนำไปสู่การเจริญสติปัฏฐาน

วิปัสสนากัมมัฏฐานเริ่มต้นด้วยการกำหนดพร้อมองค์บริกรรมไปยัง ณ จุดที่เกิดอารมณ์ของจิต (ผัสสะ - ตรงที่รูปกับนามกระทบกัน) โดยเอาความรู้สึกไปแตะเบาๆ ตรงผัสสะ พร้อมกับกำหนดตามด้วยองค์บริกรรมสั้นๆ เบาๆ ให้ตรงกับอารมณ์ที่ปรากฏอยู่ และต้องอย่าจมอยู่กับคำบริกรรม แต่ให้อยู่กับสติระลึกรู้อารมณ์นั้นจริงๆ 

ตัวกำหนดคืออารมณ์บัญญัติที่ช่วยให้จิตจดจ่ออยู่ที่รูปนามได้ดีอย่างต่อเนื่อง  เมื่อกำหนดอารมณ์ที่ ๑ เสร็จแล้ว ให้กำหนดอารมณ์ใหม่อันถัดไป ที่เกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่หยุด จนกว่าจะครบเวลาของการปฏิบัติ โดยอย่าให้จิต จม นิ่ง แช่ ติดในอารมณ์ใดหรือเผลอสติ ซึ่งจะทำให้ขาดการกำหนด  หากขณะใดที่เผลอหรือขาดตัวกำหนดเรียกว่า กัมมัฏฐานรั่ว แสดงว่าขณะนั้นกำลังคิด ปรุงแต่ง นิ่ง ซึม เบลอ วูบ เผลอหลับ หรือติดจมอยู่กับอารมณ์นานเกินไป และควรย้ายความรู้สึกไปจริงๆ อย่างเป็นธรรมชาติไป ณ จุดที่กำลังกำหนดอยู่ ซึ่งเป็นการฝึกเจริญสติระลึกรู้ ในอารมณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจริง 

วิปัสสนากัมมัฏฐานคือการมีสติระลึกรู้พร้อมกับการกำหนดไปที่รูปนาม(อารมณ์ต่างๆ) โดยปราศจากการพิจารณา นึกคิด วิเคราะห์ หรือเปรียบเทียบกับในตำรา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสภาวธรรมที่เกิดขึ้น  วิปัสสนาจะมุ่งเน้นฝึกตัวสติของจิต(ระลึกรู้อารมณ์) โดยใช้ร่างกาย สิ่งแวดล้อมภายนอก และจิตใจ เป็นเครื่องมือช่วยในการฝึกฝน ดังตามพุทธพจน์ที่ว่า สักแต่ว่ายิน สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้อารมณ์ และสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา 

อารมณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงอุปกรณ์ใช้สำหรับฝึกเจริญสติเท่านั้น ด้วยการกำหนดอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างถูกต้อง ตรงตามประเภทเช่น ยินหนอ เห็นหนอ ถูกหนอ คิดหนอ เย็นหนอ กลิ่นหนอ คันหนอ รู้หนอ เป็นต้นเรื่อยไป  ฉะนั้นทุกอารมณ์ไม่ว่าภายนอกหรือภายใน เป็นเพียงอุปกรณ์ใช้ฝึกเท่านั้น ซึ่งมีคุณค่าเท่ากันหมดโดยไม่ได้แตกต่างกันเลย

การฝึกจะเริ่มด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ โดยจะเน้นให้กำหนดอิริยาบถย่อยในชีวิต ประจำวันด้วยเพราะไม่ให้ผู้ฝึกติดในรูปแบบหรือสถานที่ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่ผู้คนเคยชินและเข้าใจว่าจะต้องเน้นปฏิบัติแต่ในท่านั่งสมาธิเป็นหลักเท่านั้น

ในช่วงแรก ผู้ปฏิบัติอาจจะกำหนดอารมณ์ต่างๆ ได้ไม่ค่อยได้ดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และอาจจะประสบกบสิ่งต่างๆ เช่น กำหนดได้ช้ากว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น, กำหนดไม่ค่อยได้, กำหนดไม่ค่อยทัน, กำหนดผิดๆ ถูกๆ หรือกำหนดได้ไม่ชัดเจน เป็นต้น  ไม่ว่าจะกำหนดได้ทันหรือไม่ก็ตาม ขอให้ผู้ปฏิบัติพยายามฝึกกำหนดอย่างต่อเนื่อง ด้วยความอดทนขยันหมั่นเพียร และให้ส่งอารมณ์แก่วิปัสสนาจารย์เป็นประจำทุกรอบ  หากทำได้เช่นนี้การปฏิบัติจะค่อยๆ พัฒนาไปเองและจะก้าวหน้าไปเองในไม่ช้าเช่น กำหนดได้ชัดเจนขึ้น, กำหนดอารมณ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น, และกำหนดสภาวะต่างๆ ได้เท่าทันถูกต้อง  

ตัวอย่างของการกำหนดเช่น ยินหนอ คิดหนอ เบื่อหนอ ถูกหนอ ยืนหนอ นั่งหนอ นอนหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ โยกหนอ พองหนอ ยุบหนอ เห็นหนอ เย็นหนอ ร้อนหนอ มึนหนอ ง่วงหนอและถ้าไม่รู้ว่าเรียกอย่างไร ให้กำหนดว่า “รู้หนอ” ไปก่อน จากนั้นค่อยกลับมาถามวิปัสสนาจารย์

   ๒.๑  ปัจจัยที่ช่วยให้เข้าใจการกำหนดเพื่อการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน

      ๑)  อารมณ์บัญญัติและอารมณ์ปรมัตถ์

วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ถูกต้อง จะต้องไม่ติดอยู่ในอารมณ์บัญญัติ โดยมุ่งหน้าเข้าสู่อารมณ์ปรมัตถ์ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่รับรู้ได้ด้วยจิต ในสภาวะที่เป็น พระไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป) ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงๆ โดยมิได้เป็นไปตามการควบคุมบังคับบัญชาของผู้ปฏิบัติ  วิธีฝึกเพื่อเข้าถึงอารมณ์ปรมัตถ์ที่ดีที่สุดคือ การฝึกกำหนดไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องแบบผิดบ้างถูกบ้าง จนกระทั่งทำให้ได้รับรู้อย่างชัดเจน และเข้าใจได้ด้วยตนเอง  

ผู้ปฏิบัติต้องเริ่มฝึกกำหนดอารมณ์บัญญัติที่เป็นอารมณ์หยาบไปก่อน  แม้ว่าตัวกำหนดที่เป็นบัญญัติอาจจะปรากฎเด่นชัดมากกว่าสติ หรือการระลึกรู้อารมณ์จริงๆ ก็ตาม  แต่เมื่อปฏิบัติได้ชำนาญจนก้าวหน้าแล้ว อารมณ์บัญญัติที่หยาบจะค่อยๆ ละเอียดขึ้น แผ่วเบาลง สั้นลง คล้ายกับจะหายไปแต่ยังมีอยู่  จนกระทั่งผู้ปฏิบัติรับรู้แต่อารมณ์ปรมัตถ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละขณะจิตพร้อมกับ การระลึกรู้พระไตรลักษณ์ในทุกอารมณ์  ในที่สุดตัวกำหนดอารมณ์บัญญัติที่หยาบ จะผสมผสานกลมกลืนกับอารมณ์ปรมัตถ์ โดยปรากฏเหลือแต่ตัวสติระลึกรู้ ที่เด่นชัดในทุกอารมณ์ที่กำลังกำหนดอยู่

หลังจากได้กำหนดรู้อารมณ์บัญญัติด้วยความเพียร(วิริยะ)แล้ว สติ สมาธิ และปัญญา(วิปัสสนาญาณ ๑๖) จึงจะเริ่มปรากฎ จนกระทั่งเมื่อปัญญาแก่กล้าถึงที่สุดแล้ว อารมณ์ที่เป็นบัญญัติทั้งหมดก็จะหายไป เหลือไว้แต่ความโดดเด่นของอารมณ์ปรมัตถ์แท้จริงอย่างเดียว

สาระสำคัญของอารมณ์ปรมัตถ์(Absolute Truth)ของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีดังนี

(๑)  อารมณ์ปรมัตถ์เกิดขึ้นที่จิตและรับรู้ได้ด้วยจิตของผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เกิดจากการอ่านหนังสือ, ความนึกคิด, ความเข้าใจ หรือการคาดเดาขึ้นเอง

(๒)  อารมณ์ปรมัตถ์เกิดขึ้นได้ที่จิตของมนุษย์ทุกคนจากการปฏิบัติให้เข้าถึงได้จากทุกเพศ, อายุ, ฐานะ, ตำแหน่ง, ศาสนา และเชื้อชาติ

(๓)  อารมณ์ปรมัตถ์ในขณะปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับอารมณ์ของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (พระไตรลักษณ์) โดยที่โยคีจะต้องกำหนดตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่สามารถบังคับบัญชา หรือควบคุมรูปนามให้เกิดขึ้นตามใจตนเองได้ เพราะถ้าหากบังคับหรือฝืนสภาวธรรมแล้ว จะทำให้เกิดอาการมึน แน่น หรือปวดหัว ได้

(๔)  อารมณ์ปรมัตถ์ของระดับโลกียธรรม มีรูปและนามเป็นอารมณ์

(๕)  อารมณ์ปรมัตถ์ของระดับโลกุตตรธรรม มีนิพพานเป็นอารมณ์

(๖)  หลักธรรมที่อธิบายเกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประเภท ประกอบด้วย จิต ๑๒๑, เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘ และนิพพาน ซึ่งปรากฎในพระไตรปิฎก และคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑-๙ ซึ่งเรียบเรียงให้ศึกษาได้สะดวกขึ้น

      ๒)  สติสัมปชัญญะ

ในแนวปฏิบัติ สติสัมปชัญญะคือการน้อมย้ายและส่งความรู้สึกเบาๆ ไปจริงๆ ตรงอารมณ์ที่กำหนด แต่ในเชิงทฤษฎีคือสติระลึกรู้ ในแต่ละขณะอารมณ์ของจิต พร้อมกับการกำหนดอารมณ์ได้ถูกต้องเช่น การกำหนดยินหนอ คิดหนอ ถูกหนอ เย็นหนอ ฯลฯ โดยที่ผู้ปฏิบัติไม่จม นิ่ง หรือแช่อยู่ในอารมณ์ใด เพียงแต่รู้เท่าทันอารมณ์ใหม่ชัดเจนที่กำลังเกิดขึ้นจาก ๑ ไป ๒, ๒ ไป ๓, เรื่อยไป และเป็นการรู้ตัวทั่วพร้อมในแต่ละขณะอารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น ขณะกำหนดยินหนออยู่ มีความคิดผุดขึ้นมา ความรู้สึกที่สามารถรู้ว่าขณะนี้มีความคิดเกิดขึ้น โดยน้อมความรู้สึกไปสู่อารมณ์ใหม่ ที่เป็นความคิดได้ทัน และกำหนดความคิดได้ถูกต้องว่า คิดหนอ ไม่ผิดเป็นอย่างอื่น นี่คือสติสัมปชัญญะ โดยถูกพัฒนาขึ้นตาม พละ ๕ ที่สมดุลของโยคี พร้อมไปกับการสอบอารมณ์โดยวิปัสสนาจารย์ ซึ่งเป็นการพัฒนาปัญญา(วิปัสสนาญาณ ๑๖) ให้แก่จิตที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

      ๓)  ระดับของสมาธิ

วิปัสสนากัมมัฏฐานจะใช้เพียงขณิกสมาธิหรือสมาธิชั่วขณะ ซึ่งเพียงพอต่อการเห็นการเกิดดับของรูปนาม ในการนำพาจิตสู่เป้าหมาย คืออารมณ์พระนิพพาน โดยในระหว่างเส้นทาง ระดับของสมาธิจะค่อยๆ พัฒนาจากน้อย(ขณิกสมาธิ) ไปกลาง(อุปจารสมาธิ) จนไปถึงระดับมากสุด (อัปปนาสมาธิ) พร้อมๆ ไปกับสติในทุกระดับของสมาธิ

      ๔)  รูปแบบของการกำหนด

การกำหนดมีอยู่ ๓ แบบ คือ ๑. มีหนอ เช่น พองหนอ ยุบหนอ หรือ ถูกหนอ ๒. ไม่มีหนอ เช่น พอง ยุบ หรือ ถูก และ ๓. กำหนดเพียงว่า รู้หนอ  ตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้น  สำหรับโยคีใหม่จะเริ่มฝึกด้วยวิธีที่ ๑ เท่านั้น  หลังจากนั้นวิปัสสนาจารย์จะสอบอารมณ์ และปรับเปลี่ยนให้ตามความเหมาะสม

      ๕)  อุปสรรคและความสงสัย

ผู้ที่เคยฝึกกัมมัฏฐานรูปแบบอื่นมาก่อนหรือโยคีใหม่บางท่านอาจไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจ เกิดความสงสัย หรืออาจมีคำถามในใจเช่น ทำไมต้องกำหนดในใจด้วยคำบัญญัติ, ขณะปฏิบัติให้ระลึกรู้อย่างเดียว โดยไม่ต้องกำหนดด้วยองค์บริกรรมได้ไหม, เจริญสติปัฏฐานโดยใช้แต่อารมณ์ปรมัตถ์เลยได้ไหม, การกำหนดด้วยองค์บริกรรมนั้น เป็นอารมณ์บัญญัติซึ่งเป็นสมถ(สมาธิ) และผิดไปจากหลักวิปัสสนา, หรือการกำหนดเป็นตัวแทรกแซงอารมณ์ของวิปัสสนา ซึ่งเป็นอารมณ์บัญญัติซ้อนอารมณ์ปรมัตถ์ 

อุปสรรคและกับดักของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานคือการติดอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เช่น มีแต่อารมณ์นิ่งๆ สงบ เบาสบาย วูบหลับ คิดฟุ้งซ่าน อึดอัด เครียด มึน ตึง ปวดหัว เป็นต้น  จากอุปสรรคที่กล่าวมา บางท่านอาจมีอารมณ์ของการปฏิบัติเช่น อยากให้จิตสงบแบบที่เคยฝึก, ติดในความสงบสุข อาจเบื่อเพราะทำไม่ได้, ไม่อยากทำต่อ, ไม่รู้จะปฏิบัติต่ออย่างไร หรือแม้กระทั่งคิดว่ารูปแบบที่ปฏิบัติอยู่ผิดหลักวิปัสสนาก็ได้  สาเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้น เพราะกำลังของสมาธิ มากกว่ากำลังของสติ จึงทำให้เกิดความไม่สมดุล 

ดังนั้นวิธีการกำหนดที่ถูก คือการส่งความรู้สึกไปแตะเบาๆ ตรงอารมณ์ที่กำหนด พร้อมกับบริกรรมสั้นๆ เบาๆ (กำหนดในใจเป็นคำพูด โดยไม่ต้องขยับปากหรือออกเสียง) ตามด้วยคำกิริยาเติมด้วย“หนอ”เช่น ยินหนอ เห็นหนอ เย็นหนอ กลิ่นหนอ รสหนอ ถูกหนอ คิดหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ เมื่อยหนอ คันหนอ นิ่งหนอ โยกหนอ ทุกข์หนอ สุขหนอ เฉยหนอ รู้หนอ เป็นต้น 

สิ่งที่สำคัญของการกำหนดในขณะปฏิบัติ คือการน้อมจิตและส่งความรู้สึกไปแตะเบาๆ ตรงกับอารมณ์ที่กำหนด  แต่ในด้านทฤษฎีเป็นการระลึกรู้ของจิต(สติ) หรือสติปัฏฐาน ๔

ผู้ปฏิบัติควรทำความเข้าใจในเรื่องของการกำหนด ด้วยองค์บริกรรมที่ลงท้ายด้วย “หนอ”และควรสอบถามให้เข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และประโยชน์ของการกำหนด เพราะจะเป็นพื้นฐานทำให้เกิดศรัทธา คลายความสงสัย เชื่อฟัง เริ่มฝึกตามที่สอน และเพียรปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดหมายปลายทาง

      ๖)  ประโยชน์ของการกำหนด ๑๔ ประการ มีดังนี้

๖.๑)  ช่วยให้จิตระลึกอยู่ในอารมณ์ต่างๆ(รูปนาม) ได้ง่าย โดยทำให้ไม่เผลอ และนำพาจิตไปตรงรูปนามที่เกิดขึ้น คล้ายกับมีไฟฉาย นำทางไปสู่อารมณ์ต่างๆ ได้ดี

๖.๒)  กั้นไม่ให้จิต(นาม) จมติดเข้าไปในอารมณ์(รูป) ที่กำลังกำหนดอยู่

๖.๓)  ช่วยให้จิตคลายออกจากการจมติดในสมาธิด้วยการกำหนดและช่วยแยกจิตถอยออกมาจากอารมณ์ที่จมเข้าไป อุปมาคล้ายกับ การตีมือ ให้คลายและปล่อยจากสิ่งที่กำไว้

๖.๔)  ช่วยให้สติเจริญมากขึ้นโดยไม่ติดในอารมณ์เพราะมีแต่การกำหนดอารมณ์ใหม่ๆ เรื่อยไป ซึ่งทำให้สติเข้มแข็ง และมีพละกำลังมากขึ้น

๖.๕)  ทำให้เกิดขณิกสมาธิตั้งอยู่ได้นานและช่วยให้จดจ่ออยู่กับรูปนามได้ดี

๖.๖)  ช่วยตัดและกั้นไม่ให้ติดในอารมณ์ต่างๆ จนทำให้เห็นพระไตรลักษณ์(เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป) ของรูปนาม

๖.๗)  เป็นอุปกรณ์ตรวจสอบว่าตกวิปัสสนากัมมัฏฐานหรือไม่ ด้วยการสำรวจว่าได้กำหนดต่อเนื่องหรือไม่  หากช่วงไหนไม่มีตัวกำหนด แปลว่าช่วงนั้นตก(รั่ว)จากวิปัสสนา เนื่องจากจิตเผลอไหลไปสู่ความคิด, ปรุงแต่งร่วมกับอารมณ์, นิ่งเฉย, ซึม, เคลิ้ม, หลับ เป็นต้น

๖.๘)  ช่วยสกัดกั้นกิเลสไม่ให้บันทึกเก็บในชวนะจิต(เป็นส่วนเก็บบุญบาป หรือความจำของจิต) ที่ทำให้เกิดวัฏฏสงสารต่อไป ฉะนั้นการกำหนดช่วยให้จิตไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์ และไม่เสพอารมณ์ใหม่เพิ่ม ซึ่งเป็นบุญกุศลที่สูงที่สุด เพราะทำให้เกิดการลดละความโลภ โกรธ และหลง

๖.๙)  คอยสำรวจและตรวจตรา เหมือนตำรวจที่คอยจับผู้ร้าย(กิเลส) และคล้ายกับการสร้างกระจกสะท้อนให้เห็นจิตใจอารมณ์

๖.๑๐)  ช่วยทำให้ความทุกข์น้อยลงจากการลดละกิเลส(โลภ โกรธ และหลง) เช่น อารมณ์โกรธ หงุดหงิด ขี้บ่น กังวล ทุกข์ทางใจ ความอยาก การเอาเปรียบผู้อื่น เป็นต้น 

๖.๑๑)  ทำให้เกิดความสุขสูงยิ่งขึ้นได้แก่ สมาธิสุข และนิพพานสุข อีกทั้งยังสามารถอธิษฐานเข้าผลสมาบัติ และนิโรธสมาบัติ ที่เป็นความสุขสูงสุดทางใจของปัจจุบันชาติได้

๖.๑๒)  เสริมสร้างให้เกิดวิริยะ(หนึ่งในอินทรีย์ ๕) ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสติ, สมาธิ และปัญญา(วิปัสสนาญาณ ๑๖) ตามลำดับ

๖.๑๓)  ย่อมได้เสวยผลหรือดื่มรสแห่งอริยผล อันเกิดจากการปฏิบัติซึ่งทำให้เข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน จนสามารถบรรลุเป็นอริยบุคคล ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้น ซึ่งเป็นบุญและมีคุณค่าสูงสุดสำหรับมนุษย์ทุกคน โดยไม่แบ่งฐานะ ยศ ตำแหน่ง เพศ หรือการศึกษา

๖.๑๔)  เป็นการสะสมเหตุปัจจัยและบุญกุศลสู่การปฏิบัติในภพชาติต่อไป

      ๗)  ประโยชน์ของ “หนอ”ในองค์บริกรรม

หนอ เป็นภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า วฏฺฏ(วัตตะ) ในภาษาบาลี  คำว่าหนอ แม้จะเป็นคำบัญญัติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนด หรือบริกรรมภาวนา ซึ่งมีประโยชน์ต่อวิปัสสนากัมมัฏฐานดังนี้

๗.๑)  หนอ เป็นตัวตัดหรือตัวกั้นกลางระหว่างตัวกำหนด ซึ่งช่วยให้จิตไม่จมสมาธิ  หากบริกรรมโดยไม่มีหนอแล้ว ผู้ปฏิบัติอาจจะมึนงงและเผลอต่อองค์บริกรรมที่สั้น(ไม่มีหนอ) เนื่องจากการกำหนดต่างๆ ดูเหมือนกันหมด จนในที่สุดทำให้จมสมาธิได้

๗.๒)  หนอ ช่วยทำให้สมาธิตั้งมั่นอยู่ได้นานที่รูปนาม ถ้าบริกรรมแต่ ยิน ยิน ถูก ถูก คิด ยิน เป็นต้น โดยไม่มีหนอแล้ว สติอาจจะคลาดเคลื่อนหลุดออกจากการกำหนดรูปนามได้ง่าย

๗.๓)  หนอ ช่วยเพิ่มกำลังให้ได้ขณิกสมาธิและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

๗.๔)  หนอ ช่วยทำให้เกิดสติจดจ่ออยู่กับรูปนาม จนทำให้เห็นพระไตรลักษณ์

 

๓.  การกำหนดอิริยาบถย่อยในชีวิตประจำวัน

สมัยก่อนคนไทยจะคุ้นเคยกับการปฏิบัติธรรมด้วยการนั่งสมาธิอย่างเดียว สำหรับวิปัสสนากัมมัฏฐานจะฝึกปฏิบัติด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ และกำหนดอิริยาบถย่อยในชีวิตประจำวัน  การกำหนดในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้สติเกิดต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเกื้อหนุนต่อการเดินจงกรม และนั่งสมาธิในช่วงเย็นหลังเลิกงาน เนื่องจากคนทำงานใช้ชีวิตในระหว่างวัน มากกว่าการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ  ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดอยู่กับเพียงแต่ การเดินจงกรมและนั่งสมาธิ ขณะมาฝึกในวัดเท่านั้น เนื่องจากการปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกกิจกรรม และทุกอิริยาบถ

การปฏิบัติในอิริยาบถต่างๆ สามารถทำได้ตลอดทั้งวันเช่น ตั้งแต่เริ่มตื่นนอนก่อนลืมตาลุกจากเตียง หยิบเสื้อผ้า เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน อาบน้ำ ล้างอาหาร หั่นอาหาร ทำอาหาร ทานข้าวเช้า ล้างจาน นั่งรถ ขับรถ ทำงาน ประชุม ทานข้าวเที่ยง ทำงาน เดินทางกลับบ้าน เดินไปซื้อของ ช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง ทานข้าวเย็น เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ นอนบนเตียง จนกระทั่งหลับไป  การปฏิบัติในระหว่างวันคือการตามดูจิตดูอารมณ์ ด้วยการเจริญสติกำหนดในชีวิตจริง ให้มากเพื่อให้เห็นอารมณ์เช่น โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเมื่อใดสติเกิด กิเลสก็จะถูกบรรเทาเบาคลายลง หรือระงับไม่ให้เกิดจนดับหายไปได้

ข้อควรระวังในการกำหนดที่โรงเรียน ที่ทำงาน ขณะขับรถ หรือขณะข้ามถนน  โยคีใหม่ไม่ควรเอาแต่กำหนดเข้มข้นถี่ยิบอย่างเดียวเช่น ยินหนอ เห็นหนอ อย่างต่อเนื่อง จนลืมหรือไม่ระมัดระวังต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อาจทำให้เกิดเช่น ไม่เข้าใจเนื้อหาที่ครูสอน ไม่เข้าใจเรื่องงานที่ประชุม หรืออาจถูกรถชน  ดังนั้นในระหว่างวันโยคีควรพยายามกำหนด ยินหนอ, เห็นหนอ, อารมณ์ชัดเจนที่เกิดขึ้น หรืออารมณ์ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การกำหนดอารมณ์อื่นๆ อีก ๒ ประเภทที่เป็นอารมณ์ทางกาย เช่น ยินหนอ เห็นหนอ เย็นหนอ กลิ่นหนอ ร้อนหนอ เดินหนอ นั่งหนอ ยืนหนอ นอนหนอ ปวดหนอ เป็นต้น  และอารมณ์ของจิต(ทางใจ) เช่น คิดหนอ รู้หนอ โกรธหนอ เบาหนอ นิ่งหนอ สุขหนอ เป็นต้น 

การกำหนดยินหนอ, เห็นหนอ และคิดหนอ เป็นอารมณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน  แต่ให้โยคีพยายามกำหนดอิริยาบถหลากหลาย ในสถานที่ใหม่ๆ หรือในขณะทำกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มเติมด้วย  ตัวอย่างของการกำหนดในขณะประชุมเช่น กำหนดยินหนอแล้วหยุดกำหนด แล้วตั้งใจฟังเพื่อเข้าใจถึงเนื้อหาสาระ ถ้าขณะใดคิดออกไปนอกห้อง ให้กำหนดคิดหนอ กลับหนอ  เมื่อรับรู้สาระแล้วจึงกำหนด รู้หนอ แล้วหยุดกำหนดเพื่อจับประเด็นอื่นอีกโดยกำหนดเป็นช่วงของ ต้น กลาง และปลายอารมณ์ในแต่ละกิจกรรม ต่อเนื่องทั้งวัน เพื่อฝึกฝนจนชำนาญให้มีสติระลึกรู้แทรกซึมทุกอิริยาบถมากขึ้นเรื่อยๆ ในกิจวัตรประจำวันไปตลอดชีวิต

ประโยชน์ของการฝึกกำหนดเจริญสติในอิริยาบถต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้

๑)  ค้นหาและเรียนรู้ ตัวตนหรือนิสัยที่ไม่ดี เพื่อดูว่ากิเลส ๓ (โมหะ โลภะ โทสะ) ในระหว่างวันต่อครอบครัว ที่ทำงาน และสังคมเพื่อน เป็นอย่างไร, มากน้อยเท่าใด และเกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจชนะกิเลส, เสมอกิเลส หรือพ่ายแพ้ต่อกิเลสก็ได้

๒)  พัฒนาตัวตนต่อไปเพื่อทำอนาคตต่อเหตุการณ์เก่าๆ ให้ดีกว่าที่เคยเป็น และสร้างพละกำลังของจิตด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อเอาชนะกิเลสให้เบาบางลง จนหมดไปในแต่ละเรื่อง

๓)  นำไปใช้ควบคุมกาย วาจา ใจ(การกระทำหรือหน้าที่การงาน, คำพูด, ความคิด)

๔)  เลือกทำแต่สิ่งที่ดีด้วยการเลือกทางที่ใช้เหตุผลเป็นหลัก โดยไม่เลือกทำตามใจชอบ

๕)  กระทำแต่สิ่งที่ดีจนเคยชิน ย่อมทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ไม่หลงผิดทาง

๖)  สำหรับผู้ที่นอนหลับยาก ให้กำหนด ๓ อารมณ์ภายในคือ ๑. ถูกหนอ (จุดที่หลังสัมผัสซ้ายขวา) ๒ หรือ ๔ จุด, ๒. หลับหนอ โดยย้ายความรู้สึกมาที่คอหอย กำหนดให้แผ่วเบาที่สุด ๓. คิดหนอ ถ้ามีให้ย้ายไปที่หน้าผากแล้วกลับไป หลับหนอ โดยอย่ากำหนดเสียง หรืออารมณ์ภายนอก

 

๔.  การเดินจงกรม

การปฏิบัติเริ่มจากการฝึกเดินจงกรมและนั่งสมาธิ โดยเริ่มต้นจาก ๒๐, ๒๕, ๓๐, หรือ ๔๕ นาที  การกำหนดขณะเดินทำได้ง่ายกว่าการนั่งสมาธิ เนื่องจากมีอารมณ์ให้กำหนดหลากหลาย และเกิดการเคลื่อนไหวตลอดเวลา  ในขณะเดินจงกรม โยคีควรกำหนดอารมณ์ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่าหยุดกำหนด เพราะความต่อเนื่องเป็นผลดีต่อวิปัสสนากัมมัฏฐาน และช่วยไม่ให้จมแช่ในอารมณ์ใดหรือติดในสมาธิ

วิปัสสนากัมมัฏฐานฝึกได้ด้วยรูปแบบของการเดินจงกรมช้าและเร็ว  ๒ วิธี ดังนี้

   ๔.๑  การเดินจงกรมช้า

วิธีเดินจงกรมช้าเป็นที่นิยมของการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานรูปแบบพองยุบ ซึ่งมีการสอนตามบูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดกันมา ในสถานที่ปฏิบัติที่เงียบสงัด ด้วยการเดินจงกรมให้ช้าที่สุด และกำหนดอิริยาบถย่อยให้ละเอียดที่สุดเช่น ขณะก้มลงกราบพระรัตนตรัย ขณะทานอาหาร เดิน อาบน้ำ เป็นต้น  การกำหนดเดินจงกรมช้า ๖ ระยะมีวิธีการปฏิบัติด้วยการกำหนดอารมณ์ภายในและภายนอก ดังนี้

      ๑)  กำหนดอารมณ์หลักของการเดินจงกรม ๖ ระยะ (อารมณ์ภายใน)

(๑)  กำหนด ยืนหนอ ก่อนเริ่มเดินจงกรม ๑ ครั้ง ด้วยท่ายืนตรง จับมือด้านหน้าหรือด้านหลัง แต่ความรู้สึกต้องอยู่สติระลึกรู้อาการยืนจริงๆ ไม่ใช่ติดอยู่กับคำบริกรรม โดยอย่าจม นิ่ง หรือแช่อยู่กับยืนหนอ นานเกินไป เพียงระลึกรู้อาการยืนพร้อมกับกำหนดขณะจิตเดียว จากนั้นให้เตรียมกำหนดต้นจิตว่า อยากเดินหนอ ต่อไปทันที

(๒)  กำหนด อยากเดินหนอ ๑ ครั้ง ที่ต้นจิตบริเวณภายในกลางหน้าอกเพียงขณะเดียว จากนั้นเคลื่อนย้ายหรือส่งความรู้สึกลงไปที่ฝ่าเท้าซ้าย(ถ้าเริ่มเดินด้วยเท้าซ้าย) และขวา(ถ้าเริ่มเดินด้วยเท้าขวา) เพื่อเตรียมกำหนดการเดินจงกรมระยะที่ ๑ ต่อไป

(๓)  เดินระยะที่ ๑ (ซ้ายย่างหนอ – ขวาย่างหนอ) ด้วยการส่งความรู้สึกให้อยู่กับการระลึกรู้อาการเคลื่อนไหวของฝ่าเท้าที่เคลื่อนไปจริง พร้อมกับกำหนดเบาๆ สั้นๆ ว่า ซ้ายย่างหนอ หรือขวาย่างหนอ ตามฝ่าเท้าของข้างที่เคลื่อนจากจุดเริ่มขยับไปจนฝ่าเท้าเหยียบพื้น

(๔)  เดินระยะที่ ๒ (ยกหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกำหนดความรู้สึกของฝ่าเท้าที่ยกขึ้น ๑ ขณะ พร้อมกับกำหนดเบาๆ สั้นๆ ว่า ยกหนอ แล้วกำหนดความรู้สึกของฝ่าเท้าที่เคลื่อนไปเหยียบถึงพื้นว่า เหยียบหนอ

(๕)  เดินระยะที่ ๓ (ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกำหนดความรู้สึกของเท้าที่ยกขึ้น ๑ ขณะว่า ยกหนอ แล้วกำหนดความรู้สึกของฝ่าเท้าที่เคลื่อนย่างไปว่า ย่างหนอ ๑ ขณะ จากนั้นกำหนดความรู้สึกของอาการเคลื่อนฝ่าเท้าลงเหยียบถึงพื้นว่า เหยียบหนอ อีก ๑ ขณะ

(๖)  เดินระยะที่ ๔ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกำหนดอาการเคลื่อนขณะยกส้นเท้าว่า ยกส้นหนอ, ยกฝ่าเท้าขึ้นจากพื้นว่า ยกหนอ,ย่างฝ่าเท้าไปข้างหน้าว่า ย่างหนอ และเคลื่อนฝ่าเท้าเหยียบลงถึงพื้นว่า เหยียบหนอ

(๗)  เดินระยะที่ ๕ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ) ด้วยการกำหนดอาการเคลื่อนขณะยกส้นเท้าว่า ยกส้นหนอ, ยกฝ่าเท้าขึ้นจากพื้นว่า ยกหนอ, ย่างฝ่าเท้าไปข้างหน้าว่า ย่างหนอ, เคลื่อนฝ่าเท้าลงครึ่งหนึ่งแต่ยังไม่ถึงพื้นว่า ลงหนอ และเคลื่อนฝ่าเท้าลงสัมผัสพื้นว่า ถูกหนอ

(๘)  เดินระยะที่ ๖ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ  - กดหนอ)ด้วยการกำหนดอาการเคลื่อนขณะยกส้นเท้าว่า ยกส้นหนอ, ยกฝ่าเท้าขึ้นจากพื้นว่า ยก หนอ, ย่างฝ่าเท้าไปข้างหน้าว่า ย่างหนอ, เคลื่อนฝ่าเท้าลงครึ่งหนึ่งแต่ยังไม่ถึงพื้นว่า ลงหนอ, เคลื่อนปลายฝ่าเท้าด้านหน้าลงแตะสัมผัสพื้นว่า ถูกหนอ และวางฝ่าเท้าทั้งหมดลงสัมผัสพื้นว่า กดหนอ

โยคีใหม่จะเริ่มฝึกด้วยการเดินจงกรมระยะที่ ๑ และอย่าเดินระยะอื่นตามใจตนเอง เมื่อโยคีปฏิบัติได้ดีแล้ว วิปัสสนาจารย์จะเป็นผู้แนะนำให้เดินระยะอื่น ตามความเหมาะสมแก่โยคีเท่านั้น

(๙)  กำหนด ยืนหนอ ๑ หรือ ๓ ครั้ง เพื่อเตรียมตัวหมุนขยับร่างกายกลับ

(๑๐)  กำหนด อยากกลับหนอ ๑ หรือ ๓ ครั้ง ที่ต้นจิตภายในกลางหน้าอก แล้วเคลื่อนย้ายความรู้สึกลงไปที่ ฝ่าเท้าซ้ายหรือขวา เพื่อเตรียมขยับฝ่าเท้ากลับ ๓ คู่

(๑๑)  กำหนด กลับหนอ ของอาการเคลื่อนหมุนกลับของฝ่าเท้าซ้าย(ถ้าหมุนไปด้านซ้าย) หรือขวา(ถ้าหมุนไปด้านขวา)  แล้วเคลื่อนเท้ากลับไปทีละ ๓ คู่ (กลับหนอ - เท้าซ้าย, กลับหนอ - เท้าขวา) จนหมุนตัวกลับหลังหันครบ ๑๘๐ องศา

(๑๒)  กำหนด ยืนหนอ ๑ หรือ ๓ ครั้ง ด้วยการระลึกรู้อาการยืนของร่างกาย เพื่อเตรียมกำหนด อยากเดินหนอ ต่อไป

(๑๓)  กำหนด อยากเดินหนอ  ๑ หรือ ๓ ครั้ง ด้วยการส่งความรู้สึกย้ายมาที่ภายในกลางหน้าอก เพื่อกำหนดต้นจิต แล้วเคลื่อนความรู้สึกลงไปที่ฝ่าเท้า เพื่อกำหนดเดินต่อไป

      ๒)  กำหนดอารมณ์อื่นๆ และอารมณ์ภายนอก

วิธีการกำหนดอารมณ์อื่นๆ เช่น คิดหนอ ยินหนอ เย็นหนอ ร้อนหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ เป็นต้น ที่อาจเกิดแทรกขึ้นในขณะเดินจงกรม ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ พุทโธ หรือ พองยุบ มี ๒ วิธี ดังนี้

วิธีที่ ๑ คือเมื่อมีอารมณ์อื่นปรากฎขึ้นในระหว่างเดินจงกรม ให้โยคีหยุดเดิน ด้วยการกำหนดอารมณ์นั้น จนกว่าอารมณ์นั้นจะดับหายไปก่อน ถึงจะเริ่มขยับเดินต่อไป

วิธีที่ ๒ คือเมื่อมีอารมณ์อื่นปรากฎขึ้น ไม่ต้องหยุดเดิน ให้โยคีเพียงกำหนดอาการเคลื่อนเท้าเดินต่อไปเป็นปกติตามระยะของการเดินจงกรม  ถ้ามีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้น ให้โยคีกำหนดอารมณ์นั้น แล้วกลับมากำหนดอารมณ์หลักของการเดินจงกรมต่อไป โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดอาการเคลื่อนเท้า 

วิธีที่ ๑ ที่ให้หยุดเดิน เพื่อให้อารมณ์อื่นที่แทรกขึ้นหายไปก่อน จึงเริ่มเดินต่อนั้นเป็นวิธีที่นิยมใช้ฝึกฝน ตามรูปแบบบริกรรมพองยุบ เพียงแต่อย่าให้โยคีหยุดกำหนด และให้กำหนดจนกว่าอารมณ์นั้นจะดับหายไป  วิธีหยุดเดินนี้คือบางครั้งจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ เนื่องจากเป็นการนำโยคีกลับไปสู่อารมณ์บัญญัติหยาบเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทำให้ขาดการกำหนดอย่างต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ 

ส่วนการกำหนดโดยไม่หยุดเดิน แม้ว่าจะกำหนดได้ไม่ง่าย แต่เป็นการเกื้อหนุนต่อการเจริญสติปัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะทำให้เกิดความต่อเนื่องของการกำหนด ซึ่งจะช่วยให้ป้องกันการแทรกแซงหรือการเบี่ยงเบนของอารมณ์ในขณะเช่น การบังคับหยุด อาการเคลื่อนเท้าลง และความรู้สึกของเท้าที่กระทบพื้น โดยมิได้กำหนดที่อาการตามความเป็นจริงของการเคลื่อนเท้าว่า หยุดหนอ, ลงหนอ หรือถูกหนอ

ทั้ง ๒ วิธีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่จากประสบการณ์ของการสอนพบว่า การไม่หยุดเดินมักจะได้ผลดีกว่าการหยุดเดิน  ฉะนั้นในขณะเดินจงกรม หากมีอารมณ์อื่นชัดเจนเกิดขึ้น ให้กำหนดอารมณ์นั้นด้วย แล้วกลับมากำหนดอารมณ์หลักต่อไป โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดเคลื่อนเท้าลงกับพื้น

ตัวอย่างการกำหนดโดยไม่ต้องหยุดเดินเช่น ในขณะกำหนดเดินระยะที่ ๓ (ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ) หลังจากกำหนด ยกหนอ แล้วเกิดมีความคิดแทรกขึ้น ให้กำหนด คิดหนอ ทันที โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดย่าง และให้เคลื่อนเท้าย่างต่อไปตามปกติ  เมื่อความคิดหายไปแล้ว ให้เคลื่อนความรู้สึกกลับมากำหนดการเดินต่อ ไม่ว่าจะเป็นระยะใด ให้กำหนดระยะนั้นได้ทันทีตามความเป็นจริง  ถ้าย้ายกลับมาแล้วเป็นระยะเหยียบหนอ ให้กำหนด เหยียบหนอ ทันที โดยข้ามการกำหนด ย่างหนอ ไป ๑ ระยะ  สำหรับกรณีที่กำหนดความคิดแล้วกลับมาปรากฎว่าได้ผ่านเลยการกำหนดไปแล้ว ๒ ระยะ(ย่างหนอ และ เหยียบหนอ) ก็ให้กำหนดระยะต่อไปได้ทันทีคือ ยกหนอ โดยข้ามการกำหนดไป ๒ ระยะ เพื่อให้การกำหนดเกิดความต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติไปเรื่อยๆ จนครบเวลา

วิธีกำหนดโดยไม่หยุดเดินช่วยทำให้เกิดสติปัฏฐานจดจ่อไปที่อารมณ์(รูปนาม) ด้วยความต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้เห็นการเกิดดับของอารมณ์ (รูปและนาม) ได้เร็ว แล้วนำเข้าสู่การปฏิบัติทำให้เกิดอารมณ์ปรมัตถ์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดวิปัสสนาญาณเบื้องสูงตามลำดับ โดยนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือการนำพาจิตเคลื่อนลงสู่อารมณ์พระนิพพานในที่สุด

อารมณ์อื่นๆ และอารมณ์ภายนอก ที่อาจเกิดขึ้นในขณะเดินจงกรม เพื่อใช้ฝึกกำหนดสติ ทางทวารของตา หู จมูก กาย และใจ (ไม่มีทางลิ้น เพราะโยคีไม่ได้ทานอาหารระหว่างเดิน) มีดังนี้

(๑)  กำหนด ยินหนอ ต่อเสียงที่เกิดขึ้นทางหู  เมื่อจิตได้รับคลื่นเสียง ไม่ว่าจะเป็นคลื่นเสียงในระดับใดเช่น คลื่นเสียงเบาจนถึงดัง ทุ้มไปถึงแหลม และเสียงเป็นจุดหรือเสียงเกิดดังต่อเนื่อง  ล้วนแต่มีค่าเท่ากันหมด เพราะมันเป็นเพียงคลื่นเสียงหรืออารมณ์หนึ่งเท่านั้น

ในขณะกำหนด ให้ย้ายความรู้สึกจริงๆ ไปแตะเบาๆ ตรงเสียงที่กำหนดว่า ยินหนอ สั้นๆ เบาๆ โดยไม่คิดหรือปรุงแต่งไปกับเสียง แล้วย้ายไปกำหนดอารมณ์ใหม่ชัดเจนต่อไปจนครบเวลา  ถ้ากำหนดยินหนอแล้วหลงไปกับเสียง หรือมีภาพของเสียงปรากฎขึ้น ให้กำหนดทันทีว่า คิดหนอ โดยไม่ให้แช่หรือจมอยู่กับความคิดจนขาดการกำหนดไปชั่วขณะ

(๒)  กำหนด เห็นหนอ ต่อภาพที่เกิดขึ้นทางตา  เมื่อจิตได้รับภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพใหญ่ กลาง หรือเล็ก ล้วนแต่มีค่าเท่ากันเพราะเป็นเพียงภาพหรืออารมณ์หนึ่งเท่านั้น  แต่ในขณะเดินจงกรม อย่ากำหนดเห็นหนออย่างเดียวมากจนเกินไป ให้โยคีกำหนดเห็นหนอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าจะเกิดการเห็นตลอดเวลาที่เดินก็ตาม

(๓)  กำหนด กลิ่นหนอ ต่อกลิ่นที่เกิดขึ้นทางจมูก  เมื่อจิตได้รับกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นหอม ชื้น อับ หรือเหม็น ล้วนแต่มีค่าเท่ากัน เพราะเป็นเพียงกลิ่นหรืออารมณ์หนึ่งเท่านั้น

(๔)  กำหนด เย็นหนอ ต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางกาย  เมื่อจิตได้รับรู้การกระทบของลมที่พัดมาถูกตัว แล้วทำให้รู้สึกเย็นในขณะเดิน หรือกำหนดร้อนหนอ ถ้าหากรู้สึกร้อนที่ร่างกาย

(๕)  กำหนด คิดหนอ ต่อความคิดที่เกิดขึ้นทางใจ  เมื่อจิตเกิดความคิด ไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องใดๆ ล้วนแต่มีค่าเท่ากัน เพราะเป็นเพียงความคิดทางใจหรืออารมณ์หนึ่งเท่านั้น

(๖)  กำหนดอารมณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น คันหนอ เมื่อยหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ ง่วงหนอ เบื่อหนอ กลัวหนอ นิ่งหนอ มึนหนอ หรือ รู้หนอ(สำหรับอารมณ์ที่ไม่รู้จะเรียกอย่างไร แล้วค่อยมาถามวิปัสสนาจารย์ว่ากำหนดถูกไหม) 

สรุปวิธีของการกำหนดขณะเดินจงกรมช้า จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดอารมณ์หลักของการเดินระยะที่ ๑ (ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ) โดยความรู้สึกของโยคีจะต้องน้อมไปที่อาการเคลื่อนไหวของเท้าจริงๆ และต้องไม่แช่ จม หรือแนบแน่นจนเกินไป เพราะขณะใดที่มีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้นชัดเจน ให้กำหนดอารมณ์นั้นๆ ด้วย เช่น ยินหนอ เย็นหนอ ร้อนหนอ คิดหนอ เมื่อยหนอ เบื่อหนอ ง่วงหนอ ปวดหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ นิ่งหนอ มึนหนอ รู้หนอ เป็นต้น 

ถ้ากำหนดแล้วอารมณ์นั้นดับหายไป ให้เคลื่อนย้ายความรู้สึกกลับมากำหนดที่อาการเดินต่อไปไม่ว่าจะอยู่ระยะใดก็ตาม โยคีเพียงกำหนดตามความรู้สึกจริงว่าเป็นระยะ ยกหนอ หรือ ย่างหนอ หรือ เหยียบหนอ หรืออะไรก็ตาม โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดอาการเคลื่อนเท้า

   ๔.๒  การเดินจงกรมเร็ว

การเดินจงกรมเร็วเหมือนเดินปกติเป็นรูปแบบของสายพุทโธที่นิยมใช้ฝึก ซึ่งการกำหนดเดินเร็ว ช่วยให้จิตคุ้นเคยกับการเจริญสติ ได้ดีในอิริยาบถต่างๆ และเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อควบคุม โมหะ โลภะ โทสะ ทางความคิด คำพูด หรือการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นขณะเดินในตลาด, เดินในห้างสรรพสินค้า, ทุกที่ของการทำธุระ, ซื้อข้าวของหรือในสถานที่ทำงาน

การเดินจงกรมสามารถฝึกได้อีกวิธีหนึ่ง ด้วยการเดินความเร็วปกติ พร้อมกับการกำหนดอารมณ์ ๒ ประเภท คือ อารมณ์หลัก และอารมณ์อื่นๆ เหมือนกับการเดินช้า ดังนี้

      ๑)  กำหนดอารมณ์หลักของการเดิน ๑ ระยะ (อารมณ์ภายใน)

กำหนดการเดินเร็วปกติระยะเดียวว่า ซ้าย และขวา(ไม่ต้องมีหนอ) เนื่องจากขณะเดินเร็ว ถ้ากำหนด ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ จะทำให้กำหนดไม่ทันกับอาการเดินเร็วปกติ จึงให้กำหนดเพียง ซ้ายหรือ ขวา โดยไม่ต้องมีหนอ ซึ่งทำให้กำหนดได้ทันปัจจุบันได้ดี  อย่างไรก็ดีการกำหนดที่ถูกต้องจะต้องส่งและน้อมความรู้สึกไปยังอาการเคลื่อนย้ายของเท้าจริงๆ พร้อมกับกำหนดได้ถูกต้องว่า ขวาหรือซ้าย ซึ่งเป็นอารมณ์หลักของการเดินจงกรมระยะเดียวเท่านั้น

      ๒)  กำหนดอารมณ์อื่นๆ และอารมณ์ภายนอก

ในขณะกำหนดอารมณ์หลักของการเดินจงกรม ถ้ามีอารมณ์อื่นๆ และอารมณ์ภายนอกแทรกเกิดขึ้น ให้กำหนดอารมณ์นั้นๆ ด้วย  เมื่อกำหนดอารมณ์นั้นแล้ว ให้กลับมากำหนดอารมณ์หลักที่ ซ้าย หรือ ขวา สลับกันไประหว่างอารมณ์หลักและอารมณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้น

           อารมณ์อื่นๆ และอารมณ์ภายนอก ที่ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ฝึกกำหนด มีดังนี้

๑)   กำหนด ยินหนอ ทางหู (กำหนดเสียงหรือคลื่นเสียงต่างๆ ในทุกระดับประเภท โดยไม่เลือกแต่เฉพาะเสียงแหลมหรือดัง)

๒)   กำหนด กลิ่นหนอ ทางจมูก (กำหนดทุกกลิ่นที่มากระทบไม่ว่า หอมหรือเหม็น โดยไม่กำหนดว่า หอมหนอ หรือเหม็นหนอ)

๓)   กำหนด เย็นหนอ ทางกาย (กำหนดลมที่พัดมากระทบตัว) หรือ ร้อนหนอ ถ้ารู้สึกร้อนที่ร่างกาย

๔)   กำหนด เห็นหนอ ทางตา (กำหนดภาพที่เห็นทันที ไม่ว่าภาพใหญ่ กลาง หรือเล็ก โดยไม่ให้พิจารณาหรือคิดหลงตามภาพที่เห็นไป)

๕)   กำหนด คิดหนอ ทางใจ (กำหนดทุกประเภทความคิด รวมถึงคิดปรุงแต่งไหลไปกับเสียง, ภาพ หรือทุกอารมณ์ที่ได้กำหนดไปก่อน)  

๖)   กำหนด อารมณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างเดินจงกรมเช่น คันหนอ เมื่อยหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ ง่วงหนอ เบื่อหนอ กลัวหนอ นิ่งหนอ มึนหนอ รู้หนอ เป็นต้น

เมื่อกำหนดเดินจงกรมจนครบเวลาแล้วให้เดินไปนั่งสมาธิทันทีและอย่าเดินไปคุยเล่น กินข้าว หรือไปทำธุระ เพราะจะทำให้กัมมัฏฐานรั่ว และเป็นอุปสรรคต่อการกำหนดปฏิบัติ  หากจำเป็นต้องคุย, ทานข้าว หรือทำธุระ ให้ทำกิจเสร็จก่อนจึงค่อยไปเดินจงกรมแล้วนั่งสมาธิต่อทันที

 

๕.  การนั่งสมาธิ

   ๕.๑  กำหนดอารมณ์หลัก พองหนอ ยุบหนอ(อารมณ์ภายใน)

การนั่งสมาธิจะเริ่มด้วยการหลับตานั่งขัดสมาธิหรือในท่าสบายผ่อนคลาย สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพ ให้นั่งเก้าอี้แทนได้แต่ไม่ให้พิง ยกเว้นคนปวดหลัง  การกำหนดขณะนั่งจะเริ่มต้นด้วยการเคลื่อนความรู้สึกของจิต ไปที่บริเวณภายในกลางท้องบริเวณสะดือ ด้วยการกำหนดตามความเป็นจริงว่ารู้สึกและรับรู้สิ่งใด ก็ให้กำหนดสิ่งนั้น โดยไม่ต้องสนใจว่าการหายใจเข้าเป็นพองหนอ หรือหายใจออกว่าเป็นยุบหนอ  การกำหนดพองยุบจะไม่เกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออก เพราะถ้านำลมหายใจเข้ามาเกี่ยวข้อง โยคีอาจจะติดอยู่กับลมหายใจเข้าออก และพยายามสร้างหรือเบ่งท้องเพื่อให้เกิดพองยุบซึ่งอาจทำให้เกิดอาการ แน่นอึดอัดและตึงเครียด จากการกำหนดอย่างไม่เป็นธรรมชาติ 

ในช่วงเริ่มต้นกำหนดพองยุบขณะนั่งสมาธิ ให้เคลื่อนความรู้สึกมาที่บริเวณสะดือภายในท้อง เพื่อกำหนดอารมณ์ที่ระลึกรู้ได้จริง และอารมณ์หลัก ๕ ประเภท ที่จะปรากฎตรงบริเวณท้อง โดยให้โยคีกำหนดอารมณ์ที่ปรากฎจริงไม่ว่าจะเป็นนิ่งหนอ พองหนอ ยุบหนอ หรือเบ่งหนอ(เบ่งท้อง) อันใดอันหนึ่ง ตามความรู้สึกระลึกรู้จริงที่ละอารมณ์ ดังนี้

๑)  กำหนด พองหนอ ถ้ารู้สึกหรือรับรู้ถึงอาการความเคลื่อนไหวภายในท้องที่ขยับไปด้านหน้า(วาโยธาตุหรือธาตุลม) คล้ายกับความรู้สึกพองภายในท้อง

๒)  กำหนด ยุบหนอ ถ้ารู้สึกถึงอาการความเคลื่อนไหวภายในท้องที่ขยับไปด้านหลัง(วาโยธาตุหรือธาตุลม) คล้ายกับความรู้สึกยุบภายในท้อง โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีพองหนอก่อนจึงจะมียุบหนอ  บางครั้งอาจกำหนดขณะยุบหนอก่อนพองหนอก็ได้ตามความเป็นจริง

๓)  กำหนด นิ่งหนอ ถ้ารู้สึกถึงอาการนิ่ง ไม่มีพอง ไม่มียุบ หรือการหายไปของพองยุบ  เมื่อใดไม่มีพองยุบ ไม่ต้องเบ่งท้อง, ควานหาพองยุบ หรือทำให้มีพองยุบ  ข้อสำคัญคืออย่าเข้าใจผิดว่าการที่ไม่มีพองยุบ แปลว่าปฏิบัติผิดหรือทำไม่ถูก และอย่าคิดว่าพองยุบจะต้องมีตลอดเวลาถึงจะดี ดังนั้นถ้าไม่มีพองหรือยุบ ให้กำหนดว่า นิ่งหนอ แทนทันทีในขณะนั้น จากนั้นให้กำหนดอารมณ์อื่นต่อไป 

๔)  กำหนด เบ่งหนอ ถ้ารู้สึกว่ากำลังเบ่งท้องหรือสร้างเพื่อให้มีพองยุบ ในขณะที่ไม่มีพองยุบหรือพองยุบหายไป

๕)  กำหนด ถูกหนอ ๔ จุด สำหรับในกรณีที่พองยุบ หายไป  หลังจากกำหนดนิ่งหนอแล้ว พองยุบก็ยังไม่ปรากฎ  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้จม เผลอ คิดปรุงแต่ง หรือดิ่งในอารมณ์ ให้โยคีกำหนดถูกหนอ ๔ จุด สลับไปมาแบบเฉลี่ยโดยไม่ต้องเป็นรูปแบบ และกำหนดเป็นจุดเล็กๆ ตรงที่ร่างกายสัมผัสพื้นตรง ก้นย้อยซ้าย, ก้นย้อยขวา, และด้านหน้าของมุมซ้ายขวาของขาที่สัมผัสพื้น พร้อมกับกำหนดตามความรู้สึกจริง จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง โดยอย่าลากเป็นเส้น อย่าจี้ อย่าแช่ และอย่าเน้นที่จุดกำหนดทั้ง ๔ 

การกำหนดถูกหนอที่ถูกต้องคือการส่งความรู้สึกจริงๆ ย้ายไปแตะเบาๆ (สติหรือการระลึกรู้) บริเวณจุดที่กำหนด คล้ายกับแตะตรงที่กระดาษบางๆ โดยไม่ทำให้ขาด ด้วยการกำหนดว่า ถูกหนอ สั้นๆ เบาๆ  เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว ให้กำหนดถูกหนอไปที่จุดอื่นต่อไป ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วก็ได้ ตามธรรมชาติของความรู้สึกที่เป็นจริง หากในขณะกำหนด ถ้ามีความรู้สึกถึงรูปนั่ง ให้กำหนดนั่งหนอได้ด้วย

   ๕.๒  กำหนดอารมณ์อื่นๆ ๔ ประเภท (อารมณ์ภายนอกและภายใน)

ในขณะกำหนดอารมณ์หลัก ถ้ามีอารมณ์อื่นๆ แทรกปรากฏขึ้น ให้กำหนดอารมณ์อื่นๆ หรืออารมณ์ภายนอกที่เกิดขึ้นด้วยดังนี้

(๑)  กำหนดยินหนอ เมื่อจิตได้รับคลื่นเสียงที่มากระทบ โดยไม่เลือกกำหนดแต่เสียงที่ดังชัดเจน หรือแหลมเท่านั้น แต่ให้กำหนดทุกคลื่นเสียงที่หลากหลายเช่น เบา ทุ้ม แหลม ชัด ดัง เสียงต่อเนื่อง หรือเสียงดับเร็วเป็นจุด เพื่อป้องกันไม่ให้ติดในรูปแบบของเสียงและทำให้กำหนดเสียงได้หลากหลาย ซึ่งจะทำให้ไม่ติดกำหนดแต่ที่เสียงแหลม เสียงดัง หรือเสียงเป็นจุด

(๒)  กำหนด ความคิด เมื่อความคิดทุกประเภทเกิดขึ้นในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องส่วนตัว ครอบครัว การทำงาน และสังคม เป็นต้น โดยกำหนดทุกความคิดว่า คิดหนอ เหมือนกันหมด

(๓)  กำหนด ความรู้สึกทางร่างกายและจิตใจเช่น เย็นหนอ ร้อนหนอ กลิ่นหนอเมื่อยหนอ คันหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ นิ่งหนอ เอนหนอ โยกหนอ ง่วงหนอ เบื่อหนอ กลัวหนอ รู้หนอ เป็นต้น

(๔)  กำหนด อารมณ์ต่างๆ (สุข ทุกข์ และอุเบกขา)เช่น สุขหนอ เบาหนอ แน่นหนอ รู้หนอในอารมณ์ที่รู้สึกอึดอัดหรือทนไม่ไหว เฉยหนอ เป็นต้น

ในขณะนั่งสมาธิ ให้โยคีกำหนดอารมณ์หลัก ๕ ประเภท(อันใดอันหนึ่งอย่างต่อเนื่อง)สลับกับอารมณ์อื่นๆ ๔ ประเภทคือ ยินหนอ, ความคิด, ความรู้สึก และอารมณ์  เมื่อกำหนดอารมณ์อื่นๆ แล้ว ให้กลับมาที่อารมณ์หลัก ๕ ประเภท โดยไม่หยุดนิ่งหรือจมอยู่ในอารมณ์ใดอย่างต่อเนื่อง จนครบเวลา และอย่าเพลินติดแต่กำหนดอารมณ์หลักอย่างเดียว จนละเลยกำหนดอารมณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

การกำหนดอารมณ์อื่นๆ เป็นการรวมประเภทของการกำหนดเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจในเชิงปฏิบัติ  แต่ในด้านทฤษฎีแล้ว การกำหนดอารมณ์หลักและอารมณ์อื่นๆ คือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต และธรรม)นั่นเอง

 

๖.  เทคนิคการกำหนดวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๙ วิธี

๑)  กำหนดทุกอารมณ์(รูปนาม)สั้นๆ เบาๆ ด้วยองค์บริกรรมตามความเป็นจริงที่เป็นคำกิริยาตามอาการนั้นๆ โดยส่งความรู้สึกย้ายไปแตะที่อารมณ์นั้นจริงๆ เบาๆ แล้วไปกำหนดอารมณ์ใหม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นถัดไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คือสติระลึกรู้นั่นเองและยังช่วยเสริมให้สติของพละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)และสติปัฏฐานเกิดความบริบูรณ์  ถ้ากำหนดโดยความรู้สึกอยู่แค่ที่ปากหรือติดอยู่กับคำบริกรรม โดยไม่ได้ส่งความรู้สึกไปแตะที่อารมณ์จริงๆ ซึ่งในไม่ช้าอาจจะทำให้มึน, มีความคิดแทรก, ทำให้สติอ่อนลง และสมาธิมากเกินไป

๒) กำหนดทุกอารมณ์เพียงครั้งเดียว โดยไม่จมหรือหยุดนิ่งอยู่ในอารมณ์นั้น  ในช่วงเริ่มต้นให้กำหนดช้าๆ ไม่ต้องรีบเร่งกำหนดให้ทันทุกอารมณ์ เพราะอาจกำหนดเสียงได้บ้างไม่ได้บ้างเช่น ถ้ามีหลายเสียงเกิดขึ้นพร้อมกัน ให้เลือกกำหนดเสียงเดียว  ในช่วงแรกโยคีควรกำหนดให้ได้คุณภาพ ไม่ใช่เน้นที่ปริมาณจำนวน  เมื่อฝึกจนเกิดความชำนาญแล้วจะกำหนดอารมณ์ได้ทันมากขึ้นเอง

๓)  กำหนดตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นธรรมชาติโดยไม่เพ่ง จี้ กด หรือบังคับ  การบังคับอารมณ์หรือการปรุงแต่ง เป็นการแทรกแซงการปฏิบัติและจะทำให้ถอยกลับสู่อารมณ์บัญญัติ(หยาบ)  เมื่อใดมีอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเช่น ความคิดฟุ้งซ่าน โกรธ หงุดหงิด เบื่อ ปวด หรือคัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ ให้โยคีมีความอดทนเพื่อกำหนดต่อไป ไม่ใช่กำหนดบังคับให้หายไป หรือห้ามอารมณ์นั้นๆ ไม่ให้เกิด  ขอให้โยคีกำหนดต่อเนื่องเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ไม่ว่าจะ เบาลง เท่าเดิม มากขึ้น หรือดับหายไปก็ตาม 

โยคีควรนำเอาอารมณ์ที่เกิดขึ้น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดด้วยเช่น หลังจากกำหนดปวดหนอ แล้วไปกำหนดอารมณ์หลัก ที่เกิดขึ้นตามมา (พองหนอ ยุบหนอ ถูกหนอ ยินหนอ)  ถ้าหากยังมีปวดอีก ให้กำหนดปวดหนออีก แล้วกำหนดอารมณ์ใหม่อันอื่นต่อไป ตราบที่ยังมีความรู้สึกปวดอยู่จนครบเวลา เพราะวิปัสสนากัมมัฏฐานไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อบังคับให้เวทนาหายไป หรือควบคุมบังคับบัญชาตามที่ต้องการ โยคีเพียงกำหนดเวทนาตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ

๔)  กำหนดรูปนามตามคำแนะนำวิปัสสนาจารย์เท่านั้น ไม่ทำตามใจหรือทำตามรูปแบบของตนเอง ซึ่งอาจทำให้ หลุดออกนอกเส้นทางของวิปัสสนา  เนื่องจากประสบการณ์นี้เป็นของใหม่ ที่ไม่เหมือนกับการทำงานหรือเรียนหนังสือ ซึ่งท่านไม่สามารถนึกคิดได้และไม่เคยประสบเจอมาก่อน 

๕)  กำหนดแต่ปัจจุบันขณะเท่านั้น ไม่เปรียบเทียบกับอารมณ์ในอดีต หรืออนาคต

๖)  กำหนดให้ได้ครบองค์ ๓ คือ อาตาปี(ความเพียรกำหนดให้ได้ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง), สติมา(สติที่ระลึกรู้อารมณ์ได้ แล้วกำหนดอารมณ์ได้ทันถูกต้อง) และสัมปชาโน(สัมปชัญญะในการรู้ตัวทั่วพร้อมต่ออารมณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจาก กำหนดอารมณ์ที่ผ่านไปแล้ว)  เมื่อปฏิบัติได้ถูกต้องจนพละ ๕ สมบูรณ์ สติสัมปชัญญะจะพัฒนาจนเกิดความชำนาญ, ฉับไวและเท่าทันต่อทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น

๗)  กำหนดอย่างเท่าเทียมกันในทุกอารมณ์โดยไม่ติดในความสุข, ไม่หนีในความทุกข์ และไม่เผลอจมหรือปรุงแต่งไปกับอารมณ์ใดๆ แต่ให้ติดอยู่อย่างเดียวคือตัวสติระลึกรู้เท่านั้น

๘)  กำหนดเพียงแค่เป็นผู้ดูอารมณ์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้กำกับหรือนักแสดง 

๙) กำหนดรูปนามด้วยความวิริยะ(เพียรกำหนดในรูปนาม แต่ต้องได้ปัจจุบันด้วยจึงจะเรียกว่า วิริยะ ถ้ากำหนดไม่ได้ปัจจุบัน จะได้เพียงแค่ความเพียรเท่านั้น) โดยฝึกปฏิบัติต่อเนื่องทุกวันเพราะการปฏิบัติน้อยแต่ทำบ่อย จะดีกว่าทำมากแต่นานๆ ทำที

 

๗.  การส่งอารมณ์

ในทุกรอบของการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ  โยคีควรส่งอารมณ์กับวิปัสสนาจารย์เพื่อรายงานถึงผลของการปฏิบัติ และรับฟังคำแนะนำ เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในรอบต่อไป  การส่งอารมณ์มีความสำคัญและเป็นประโยชน์มาก ในการปรับอินทรีย์ ๕ ของผู้ปฏิบัติ เพราะอินทรีย์ ๕ ที่สมบูรณ์จะทำให้ก้าวหน้า เพื่อไม่ให้เดินหลุดออกนอกเส้นทางของวิปัสสนากัมมัฏฐาน

การส่งอารมณ์ที่ถูกต้องคือการรายงานสภาวะธรรมต่างๆ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดังนี้

-พอง ยุบ มีลักษณะอย่างไร ช้าหรือเร็ว สั้นหรือยาว ชัดหรือแผ่ว มีหรือหาย

-กำหนดยินหนอ ได้ทันไหม                                    -ความคิดมีมากหรือน้อย (จำนวน)

-กำหนดคิดหนอ ได้ทันไหม (สั้นหรือยาว)                  -มีนิ่ง มีมึน มีเบลอ มีง่วง มีวูบหลับไหม     

-ถูกหนอสม่ำเสมอ หรือมีช้า มีเร็ว                             -กำหนดอารมณ์อื่นๆ อะไรได้บ้าง

-กำหนดความรู้สึกทางกายและใจ อะไรได้บ้าง

ในขณะส่งอารมณ์ โยคีไม่ต้องสรุปว่าดีหรือไม่ดี, หรือเอาทฤษฎีมาตอบและไม่ควรไปฟังสภาวะธรรมของผู้อื่นมาตอบ อีกทั้งไม่ต้องวิเคราะห์วิจารณ์ เพียงรายงานความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง  โยคีควรพูดให้สั้น, กระชับ, ไม่พูดนอกเรื่อง, ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียเวลา และให้รายงานสิ่งที่ประสบเกิดขึ้นจริงทั้งที่คิดว่าไม่ดีหรือดี  โปรดอย่าเลือกส่งแต่ที่คิดว่าตนทำได้ดีเท่านั้น  เนื่องจากเรื่องที่ว่าดีนั้นมักจะไม่ดี แต่ส่วนที่ไม่ดีนั้นมักจะเป็นของดี ซึ่งไม่เหมือนกับการเรียนหนังสือ เพราะสภาวะธรรมของ วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นของใหม่ที่ท่านไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อีกทั้งวิปัสสนาจารย์จะไม่นิยมเขียนบรรยายสภาวะธรรมของผู้ปฏิบัติไว้ในตำรา เพราะจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีแก่โยคี

 

๘.  ปัจจัยสู่ความสำเร็จในวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ปัจจัยสำคัญในการเกื้อหนุนวิปัสสนากัมมัฏฐานสู่อารมณ์พระนิพพาน ตามลำดับสำคัญดังนี้

๑)  ศรัทธา ในพุทธศาสนาและวิปัสสนากัมมัฏฐานถูกเสริมสร้างและเพิ่มพูนได้ด้วยการศึกษาเล่าเรียนจากแหล่งของสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา  หากศรัทธาที่ปราศจากปัญญาที่ถูกต้อง (หลักการและวิธีปฏิบัติที่ผิด) จะเป็นเพียงแค่ “ความเชื่อ”เท่านั้น

๒)  วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎก เมื่อฝึกไปแล้วจะได้ผลคือการเกิดปัญญาของจิตหรือวิปัสสนาญาณ ในการพัฒนาจิตเพื่อลดละ โลภะ โทสะ และโมหะ (โลภ โกรธ หลง)

๓)  วิริยะ คือความเพียรในการกำหนดอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ได้อารมณ์ปัจจุบัน  หากกำหนดไม่ได้ปัจจุบันของรูปนาม สมาธิอาจจะมากเกินซึ่งจะทำให้สติอ่อนและทำให้วิริยะไม่สมบูรณ์ จนเหลือเป็นแค่ความเพียรปฏิบัติเท่านั้น (ได้ปริมาณแต่ไม่ได้คุณภาพ) ตัวอย่างเช่น การปฏิบัติน้อยแต่ทำต่อเนื่องนาน (ปฏิบัติวันละ ๓ ชั่วโมงเป็นเวลา ๒ เดือน) ย่อมได้ผลดีกว่า ปฏิบัติมากวัน แต่นานๆ มาปฏิบัติครั้งหนึ่ง (ปฏิบัติครั้งละ ๗ วัน หยุดไปนานหลายเดือนหรือปี แล้วจึงกลับมาทำใหม่อีก ๗ วัน)

๔)  วิปัสสนาจารย์ที่มีประสบการณ์จริง จะสามารถปรับอินทรีย์ ๕ ของผู้ปฏิบัติได้โดยไม่ให้โยคีเดินออกนอกเส้นทางหรือติดในสมาธิ ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของวิปัสสนาจารย์และให้ส่งอารมณ์ทุกรอบ  โดยไม่ปฏิบัติตามใจหรือทดลองทำด้วยตนเอง

เมื่อโยคีมีองค์ประกอบทั้ง ๔ เบื้องต้นครบ ผลที่จะได้คือสติที่ระลึกรู้อารมณ์ปัจจุบันขณะมากขึ้น จากวิริยะในการกำหนด ซึ่งทำให้ได้สมาธิที่จะค่อยๆ มากขึ้นพร้อมๆ ไปกับสติ  ในระหว่างเส้นทาง ผลที่ได้คือการก่อเกิดปัญญาของจิตขึ้นเอง โดยไม่ต้องพิจารณาหรือนึกคิดที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” หรือ “ภาวนามยปัญญา”

 

๙.  ปัญหาและอันตรายจากการปฏิบัติผิด

ผู้ฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจำนวนมากจมติดในสมาธิ(อินทรีย์ของสมาธิมากเกิน) ซึ่งไม่ก่อเกิดผลดี จนทำให้บางท่านไม่รู้จะปฏิบัติต่ออย่างไรเช่น มีแต่นิ่ง มึน ซึมเผลอหลับ มึนศรีษะ แน่นอึดอัด เบื่อ เครียด หรือเข็ดขยาดไม่อยากปฏิบัติต่อ  ถ้าได้ฝึกปฏิบัติถูกวิธีพร้อมกับมีวิปัสสนาจารย์คอยแนะนำแล้ว ผู้ปฏิบัติจะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ จนทำให้เกิดภาวนามยปัญญาหรือ วิปัสสนาญาณ ๑๖ ขึ้นเองตามลำดับ

ขอให้นักปฏิบัติทุกท่านพึงสังวรระวังในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน หากปฏิบัติตามสำนักที่สอนไม่ตรงตามพระไตรปิฎก หรือผู้สอนไม่มีประสบการณ์มาก่อน นักปฏิบัติอาจจะไปติดสมาธิ โดยเฉพาะรูปแบบที่นั่งสมาธิอย่างเดียวนานๆ และไม่ได้เน้นเรื่องการเจริญสติ ซึ่งอาจมีผลทำให้ผู้ฝึกหลงติดในสุขเวทนา นิมิต หรือสภาวะของปีติ เพราะฝึกผิดทางเช่น หลงนิมิตภาพ นิมิตเสียง หรือติดในอาการโยกต่างๆ โดยที่ผู้ฝึกยึดติดเองจนคลายไม่ออก และหลงติดในความเชื่อผิดๆ จนถูกหลอกให้เชื่อตามอาจารย์บอก 

ดังนั้นเมื่อติดในนิมิต จนเกิดจิตหลอนแล้วจะแก้ไขยากมาก หากไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์แล้วไปปฏิบัติเอง จนสมาธิมากเกินไป พร้อมกับขาดสติควบคุมอารมณ์ ผู้ปฏิบัติอาจคลุ้มคลั่งจนเกิดวิกลจริต ขาดการควบคุม เกิดจิตหลอน เห็นคน ได้ยินเสียงแม้ตอนลืมตา หรือติดแต่นั่งสมาธิเป็นเวลาหลายชั่วโมง ถึงกับแยกของจริงกับนิมิตของปลอมไม่ออก ในที่สุดต้องถูกส่งไปโรงพยาบาลและทำให้เสียอาชีพการงานได้

ประโยชน์ของ “หนอ”ในองค์บริกรรม
 
หนอ เป็นภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า วฏฺฏ(วัตตะ) ในภาษาบาลี  คำว่าหนอ แม้จะเป็นคำบัญญัติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนด หรือบริกรรมภาวนา ซึ่งมีประโยชน์ต่อวิปัสสนากัมมัฏฐานดังนี้
 
๑)  หนอ เป็นตัวตัดหรือตัวกั้นกลางระหว่างตัวกำหนด ซึ่งช่วยให้จิตไม่จมสมาธิ  หากบริกรรมโดยไม่มีหนอแล้ว
ผู้ปฏิบัติอาจจะมึนงงและเผลอต่อองค์บริกรรมที่สั้น(ไม่มีหนอ) เนื่องจากการกำหนดต่างๆ ดูเหมือนกันหมด จนในที่สุดทำให้จมสมาธิได้
 
๒)  หนอ ช่วยทำให้สมาธิตั้งมั่นอยู่ได้นานที่รูปนาม ถ้าบริกรรมแต่ ยิน ยิน ถูก ถูก คิด ยิน เป็นต้น โดยไม่มีหนอแล้ว สติอาจจะคลาดเคลื่อนหลุดออกจากการกำหนดรูปนามได้ง่าย
 
๓)  หนอ ช่วยเพิ่มกำลังให้ได้ขณิกสมาธิและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 
 
๔)  หนอ ช่วยทำให้เกิดสติจดจ่ออยู่กับรูปนาม จนทำให้เห็นพระไตรลักษณ์
 
 
อพ